[Translate Fic] Dan & Phil : Feeling Good

Feeling Good

(ชื่อเรื่องพิลึกแต่เชื่อเรา มันดีมาก)

Genre : Fluff / Smut แบบดีงามเลย *กำเดาไหล*
Pairing : Phil Lester & Dan Howell
Words Count : 9,237 words (28 หน้ากระดาษเอสี่ อหหหหห)
Summary : Dan steals alcohol and brownies from a party his brother was holding (who I made older in this fic) and meets Phil at their favorite meet-up place. Best friends for years, they get really drunk for the first time and learn that the brownies they had were actually weed brownies. Cue young Dan and Phil confessing some feels and start hooking up.
Original : http://birdyhowell.tumblr.com/post/135181516289/feeling-good


 

เสียงเพลงดังกระหึ่มจากชั้นล่างขึ้นมาถึงชั้นบน แดนรู้สึกได้ถึงห้องตัวเองที่ค่อยๆสั่นไปตามจังหวะเพลง เจ้าของห้องเงยหน้าไปมองไฟแขวนบนเพดานของเขาที่กำลังสั่นเหมือนแผ่นดินไหว เขากังวลทุกทีที่พี่ชายของเขาจัดปาร์ตี้แล้วไฟนั่นจะหล่นลงมาใส่เขา โชคดีที่ผ่านมามันยังไม่ตก ถึงยังไงเขาก็กลัวอยู่ทุกครั้ง กลัวมาตลอดหลายเดือนตั้งแต่พี่เขาเริ่มจัดปาร์ตี้ในบ้าน เมื่อเดือนก่อนที่แดนกำลังเดินผ่านตู้เสื้อผ้าตัวเอง บางอย่างหล่นลงมาใส่หัว แล้วบาดหน้าผากของเขาทำให้เป็นแผลเป็นที่เห็นได้ชัดอยู่หลายวัน

ตอนนี้เวลาเกือบตีหนึ่ง เสียงดังจนแดนไม่อยากจะพยายามนอนด้วยซ้ำ พยายามไปคงเสียเปล่า แล้วเสียงพวกนี้มันเริ่มทำให้เขาปวดหัวบ้างแล้วด้วย ก่อนจะนึกอะไรไปมากกว่านี้ โทรศัพท์ที่วางอยู่บนมือของเขาก็สั่นขึ้น แดนเปิดดูแล้วก็ยิ้ม เป็นข้อความจากเพื่อนสนิทของเขา ฟิล

Phil: Sent at 1:03am
เสียงเพลงนั่นมาจากบ้านนายหรอวะ?

Dan: Sent 1:03am
โห ดังไปถึงบ้านนายเลยหรอ

แดนรู้สึกดีที่เพื่อนสนิทของเขาอยู่ห่างไปแค่ไม่กี่ซอยระหว่างที่แต่ละคนชอบทำอะไรต่ออะไรด้วยกัน ทุกอย่างเลยกลายเป็น 90% ง่ายขึ้น พวกเขาไปหากันบ่อยๆ เดินไปโรงเรียนด้วยกัน ส่วนใหญ่จะจบลงที่แวะเล่นที่บ้านใครซักคน โชคดีกว่าที่พ่อแม่ของแต่ละคนสนิทกัน เวลาทานข้าวเย็นก็ไม่จำเป็นจะต้องกลับไปทานที่บ้านตัวเอง

Phil: Sent at 1:05am
นี่พ่อแม่ฉันจะโทรแจ้งตำรวจเรื่องเสียงดังพอดี แค่ไม่รู้ว่ามันมาจากบ้านไหนเท่านั้นแหละ 5555555555

Dan: Sent at 1:06am
อย่าเอาไปฟ้องพ่อแม่ฉันนะ ไม่งั้นพี่ฉันตายห่าแน่นอน

Phil: Sent at 1:07am
ไม่ฟ้องหรอกน่า โถ นายไม่รำคาญเสียงพวกนั้นบ้างหรอ

Dan: Sent at 1:07am
ไม่ค่อยละ ชินไปแล้ว เสียงเพลงดังมันทำเตียงฉันสั่น นอนไม่ได้ แม่งงงงง

Phil: Sent at 1:08am
อย่างน้อยก็ขโมยเตกีล่า วอดก้าหรืออะไรซักอย่างมาหน่อยดิ

Dan: Sent at 1:08am
ทำไมอ่ะ? จะเอามากินด้วยกันหรอ?

Phil: Sent at 1:09am
ถ้านายอยากก็ได้ อย่าให้ถูกจับได้แล้วกัน เจอกันที่สวนหลังซอยมั้ย?

Dan: Sent at 1.10am
ขอเวลาสิบห้านาทีได้ปะละ

Phil: Sent at 1:11am
อย่าตายแล้วกัน 55555 x

Dan: Sent at 1:11am
เรื่องแบบนี้มันสัญญากันไม่ได้โว้ย 😛 x

คนผมน้ำตาลเด้งตัวออกจากเตียง ในบ็อกเซอร์ตัวเดียว เขาเดินไปหยิบกางเกงวอร์มห้อยๆแล้วก็ฮู้ดดี้เปื่อยๆที่ใส่สบายออกมาแล้วใส่ แล้วก็เดินไปจัดผมตัวเองที่กระจก แค่เพราะไปเจอฟิลคนเดียวไม่ใช่ว่าจะไปหาในสภาพเน่าๆของตัวเองใช่มั้ยละ โชคดีที่ผมของเขาดูไม่แย่นัก แค่ใช้มือจัดเอาก็ได้ แดนเอามือปัดเสื้อกางเกงตัวเองเล็กน้อยก่อนจะมองตัวเองเต็มตัวในกระจกอีกครั้ง ดูธรรมดาไปปะวะ เขาคิด นี่ไม่ได้จะแต่งตัวอยู่บ้านนี่นา นี่กำลังจะออกไปข้างนอก ออกไปตอนดึกๆที่ไม่มีใคร แต่งตัวดีๆไว้ก่อนก็ได้มั้ง แล้วแดนก็เดินไปเปลี่ยนกางเกงเป็นกางเกงยีนส์ แต่ยังใส่ฮู้ดตัวเดิมไว้ เพราะมันเป็นฮู้ดของฟิล เขาเคยนอนค้างที่บ้านฟิลมาก่อนแล้วก็ได้ยืมฮู้ดตัวนึงไว้ใส่นอน เช้าวันต่อมาที่แดนกำลังจะคืน ฟิลดันบอกให้เขาเก็บไว้ แดนเลยเอามาใส่เวลาไหนก็ได้ที่เขาต้องการ มันนิ่มด้วยแหละ เลยทำให้เสื้อตัวนี้เป็นหนึ่งในเสื้อโปรดของเขา

ข้างนอกไม่หนาวมาก แดนจึงไม่คิดจะใส่เสื้ออะไรไว้ข้างใต้ฮู้ด ฮู้ดนี่ตัวเดียวทำให้เขาอุ่นพอแล้ว เขาใส่รองเท้าคอนเวิร์สของเขา เอามือถือใส่กระเป๋ากางเกง ฉีดโคโลนจ์เล็กน้อยแล้วเดินลงไปข้างล่าง โชคดีที่ไม่มีใครนอนเมาอยู่ที่โถงบันได ชั้นล่างมีคนไม่น้อยเลย เขากลัวว่าพวกนั้นจะทำข้าวของในบ้านของเขาพัง แต่ตลอดหลายเดือนก็ยังไม่มีอะไรร้ายแรง ทำไมพี่ชายเขาต้องจัดปาร์ตี้ทุกครั้งที่พ่อแม่ไปค้างคืนที่อื่นทุกครั้งเลยนะ

เมื่อลงมาถึงข้างล่าง แดนมองหาพี่ชายของเขาไม่เจอ ซึ่งทำให้เขาวิ่งก้มหน้าพุ่งไปที่ห้องครัว ที่ที่มีแอลกอฮอล์อยู่บ้าง เขาได้ยินสนทนาแปลกๆดังมาจากไม่ห่าง “นั่นใครวะ” ต่อด้วยอีกคน “น้องชายมันไง ไม่มีอะไรหรอกมึง” แดนเบ้ปากเงียบๆ พยายามเดินแทรกคนอื่นโดยไม่ให้ถูกจับได้ให้มากที่สุด ไม่มีใครตั้งคำถามใส่เขาว่าเขามาทำไม ไฟหลักๆในบ้านถูกปิดไว้ บ้านจึงมืด มีเพียงโคมไฟที่เปิดไว้เท่านั้น ความสามารถการพรางตัวของแดนจึงมากเพิ่มขึ้นไปอีก

โฮเวลมองเห็นขวดวอดก้าอยู่ที่ปลายหางตา เขาค่อยๆเดินไปหยิบมัน มันหายไปประมาณสองแก้วเล็ก ไม่เต็มขวดแต่ก็โอเคอยู่แล้วละเนอะ เขายัดมันใส่กระเป๋าตรงกลางของฮู้ดดี้ตัวเอง ก่อนจะเดินไปที่ทางออก โต๊ะอาหารที่อยู่ติดกับประตูทางออกเรียกความสนใจเขากลับไป มันเป็นขนมโปรดของเขาเอง “บราวนี่” แดนรีบหยิบบางชิ้นเข้ากระเป๋าตัวเองไปทันที ตอนกำลังจะหันหลังกลับไปที่ประตู ก็มีมือคู่หนึ่งจับไหล่ของเขาไว้ แดนตกใจ แล้วค่อยๆหันกลับหลังไป คนคนนั้นคือพี่ชายของฟิล มาร์ติน

“ทำไร?” มาร์ตินถาม ทำหน้ากวนๆ

“เอ่อ…”

มาร์ตินกลับสีหน้าทำเป็นปกติ “นายจะไปหาฟิล?” แดนพยักหน้า “อ่อ งั้นก็ไปเลยๆ” มาร์ตินยิ้ม แดนขมวดคิ้วด้วยความสงสัย แต่ก็เดินผ่านไป ก่อนจะถูกเรียกให้หันกลับไปหาอีกรอบ “ฉันเห็นนะว่านายเอาอะไรมา”

สีหน้าของแดนซีดลงไปหลายเลเวล “เชี่ย” เขาสบถ “อย่าเอาไปบอกพี่ฉันนะ”

มาร์ตินหัวเราะ “อย่ามองว่าฉันเป็นคนขี้ฟ้องสิ นายจะไปเมากับน้องชายฉันนี่ มันตลกดี”

ใบหน้าของคนน้องร้อนผ่าว มาร์ตินกลับมาพูดต่อ “ที่จะสื่อไม่ใช่ว่าฉันไม่ให้ฟิลไปเมา แต่ฉันเคยชวนเขาไปเมาอยู่บ้างบางครั้ง เขาปฎิเสธฉันทุกที”

แดนไม่เคยบอกว่าฟิลไม่เคยเมา เขาเคย ด้วยกัน ตอนที่มีปาร์ตี้ในบ้านนี่แหละ ไม่มีใครมาสนใจว่าจะอายุน้อยเกินไปหรือเปล่า ฟิลเคยเล่าให้เขาฟังว่ามาร์ตินเคยมาชวนให้ไปเมาด้วยกัน แต่เขาก็ปฎิเสธเพราะคิดว่ามันคงไม่สนุกเท่าไร “เวลามันเมามันชอบไปจีบชาวบ้าน เสียงหยั่งกะไก่โดนเชือด ฉันว่า ฉันมานั่งเมากับนายจะดีกว่ามันซะกว่า” ฟิลบอกเขาแบบนั้น

โฮเวลรู้สึกได้ว่าตัวเองกำลังเขิน “แน่ใจนะ…” เขาเริ่ม “ว่านายจะไม่ฟ้อง?”

มาร์ตินส่ายหัว “ดูแลตัวเองแล้วกัน มันต้องมีซักคนแหละที่อยากเมาก่อนอายุสิบแปด ฉันอยากดูน้องฉันตอนเป็นแบบนั้นนะ”

เพราะอะไรไม่รู้ แดนหน้าแดงมากขึ้นไปอีกเลเวล อีกฝ่ายวางมือบนบ่าเขา “ขอให้สนุกแล้วกัน อย่าเมาทำลายข้าวของเขานะ” มาร์ตินหัวเราะ เขายิ้มให้แดนแล้วเดินจากไป แดนยืนอยู่ตรงนั้น ด้วยความสงสัย แต่ก็รีบเปิดประตูเดินออกไปนอกบ้าน ข้างนอกไม่มีใคร เป็นโอกาสให้เขาได้หน้าแดงอย่างสมใจอยากระหว่างเดินไปหาฟิล ห้านาทีต่อมาเขาก็เดินมาถึงจุดนัดพบ ฟิลอยู่ที่นั่นอยู่แล้ว ยืนพิงกำแพงที่นัดกันไว้

“นายมาสาย” ฟิลตะโกนเมื่อแดนเดินเข้ามาหา

“สายไปเท่าไร?”

“สองนาที”

“สองนาที? แค่นี้ก็ด่า?” แดนบ่น

“นายบอกเองนะว่าสิบห้านาที” ฟิลพูด น้ำเสียงรำคาญเล็กๆติดอยู่ในลำคอเขา “นี่มันสิบเจ็ดนาทีแล้ว”

แดนมองเขา เขาคิดจะพูดขอโทษก่อนอีกฝ่ายจะระเบิดหัวเราะออกมา ปล่อยให้เพื่อนยืนอยู่ตรงนั้น อ้าปากค้าง

“ล้อเล่นน่า” เลสเตอร์หัวเราะ “เรื่องเวลาน่ะจริง ที่ว่าซีเรียสน่ะพูดเล่น อยากแกล้งให้เครียดเฉยๆ” มันควรจะเป็นคำพูดที่น่าต่อย แต่แดนกลับหัวเราะตามขึ้นมา

โฮเวลต่อยเพื่อนสนิทที่แขน “เล่นอะไรโคตรใจร้ายเลย ที่มาสายก็เพราะกำลังเอาขนมมาให้นายนี่แหละ ขอบคุณสิ”

ฟิลเอามือลูบแขนตัวเองที่อีกฝ่ายต่อยมา ทำท่าเหมือนเจ็บ (แต่เปล่าเลย) “อ่ะ ขอบคุณ! เชื่อยัง”

แดนทำหน้าบึ้งใส่เชิงไม่เชื่อ ฟิลจึงจองเขม็งกลับใส่ กลายเป็นสงครามสายตา แล้วแดนก็แพ้ “ก็ได้ ฉันเชื่อนายก็ได้” คนผมน้ำตาลหันหน้าหนีไปอีกทาง ฟิลแลบลิ้บล้อเลียนใส่เขา

“ได้อะไรมาบ้าง” เลสเตอร์ถาม

“วอดก้ามาขวดนึง” แดนตอบ แล้วหยิบมันออกมาจากกระเป๋าฮู้ดตัวเอง “ไม่กล้าไปหาขวดที่มันเต็มๆมา เดี๋ยวโดนจับได้ เจอนี่เลยหยิบมาเลย”

เขาส่งขวดวอดก้าให้เพื่อน

“ไม่เป็นไร” ฟิลรับขวดไป “ฉันก็ไม่รู้ว่าจะรับแอลกอฮอล์มากขนาดนี้ได้หรือเปล่า”

พวกเขาเดินเข้าไปใกล้กำแพงแล้วนั่งลงพิงกำแพง

“แล้วก็เอาบราวนี่มาด้วย” ฝ่ายจัดอาหารหยิบถุงบราวนี่ออกมาจากกระเป๋า “กลัวจะหิว”

“นายนี่เดาเก่งจริงๆ” ฟิลหยิบถุงไป เปิดมันออกแล้วหยิบชิ้นหนึ่งส่งให้คนข้างๆ แดนรับไป ก่อนที่เขาจะล้วงเข้าไปหยิบอีกอันให้ตัวเอง ทั้งคู่งับบราวนี่เข้าไปพร้อมกัน พร้อมร้องออกมาเป็นเชิงว่าเพิ่งได้กินขนมจากสวรรค์ “โครตอร่อยเลย” พวกเขากินต่อจนหมดชิ้นแรก แล้วฟิลก็ทักขึ้นมา “เอาละ ใครจะกินวอดก้าก่อน?”

“นายไง” แดนตอบ

“ทำไมอะ”

“ก็นายถือขวด”

“นั่นเป็นข้อแก้ตัวที่ฟังไม่ขึ้นเลยรู้มั้ย”

“ก็ได้ ฉันแค่ไม่อยากกินอึกแรกเท่านั้นเอง” แดนสารภาพ

อีกคนถอนหายใจ “แล้วทำไมไม่หยิบน้ำผลไม้อะไรงี้มาละ จะได้เอามาผสม”

“กระเป๋าฮู้ดของฉันใหญ่มากมั้ง แล้วก็แบกมาขนาดนั้นมันจะไม่โดนจับได้หรือไง” แดนตอบ เชิงเสียดสี

ฟิลเปิดขวดแล้วดื่มเข้าไปอึกแรก ทันทีที่ของเหลวภายในสัมผัสกับลิ้น สีหน้าของคนดื่มซีดลงอย่างเห็นได้ชัด ทำให้คนข้างๆหัวเราะขึ้นเสียงดัง

“นั่นละเหตุผลจริงๆที่ฉันให้นายกินก่อน” เขาสารภาพ “จะได้มองสีหน้าแบบนั้นเลย”

“โถทำไมเพื่อนรักทำกับเราแบบนี้” ฟิลพูดขึ้นมาตลกๆ เขายกดื่มขึ้นอีกอึก พยายามไม่นึดถึงรสชาติของมัน แล้วยื่นขวดส่งไปให้แดน “ขยะแขยงชิบหาย”

“โอ้ย มันไม่แย่ขนาดนั้นหรอก” แดนพูดก่อนจะดื่มเข้าไปอึกใหญ่ รสชาติของมันไปทางที่แดนนึกไม่ถึงมากๆ แล้วของเหลวก็กระทบกับลิ้นของเขาไวเกินคาดจนต้องยกขวดออกจากปาก เอาเอามืออีกข้างกำมือปิดปาดตัวเองไว้ แล้วค่อยๆกลืน สีหน้าของแดนตอนนี้เหมือนถูกบังคับกินนิวเคลียร์ ขีปนาวุธกับพ่อแม่มัน เขาหันไปมองคนข้างๆ ฟิลกำลังกลั้นขำ

“หุบปากไปเลยนะ” แดนสั่ง

หูยแกรมันก็ไม่แย่ขนาดนั้นหรอก” ฟิลพูดล้อเลียนน้ำเสียงแรดๆ พร้อมทำมีจีบซ้ายจับขวา

“โถไอ้สัส แน่จริงแดกอึกใหญ่ๆให้เท่ากูดิ”

“เอาปะละ” ฟิลรับคำท้า แย่งขวดออกมาจากมืออีกฝ่าย ก่อนยกซดดื่มอึกใหญ่อีกครั้ง ระหว่างที่กำลังกลืนฟิลรู้สึกถึงขอบตาที่มีน้ำไหลออกมานิดๆ เขาจึงเอาขวดออก คิดว่าคงมากพอแล้ว ก่อนจะส่งให้แดน

“นายร้องไห้?”

“ฉันทำได้ดีกว่านายแล้วกัน”

“อย่าเอาเรื่องนี้มาพูดดีกว่า”

“โถลูกจ๋าาาา เศร้าที่แม่ชนะลูกหรอจ้ะะะะะ” คนผมดำกระทุ้งศอกแหย่ๆใส่อีกฝ่าย เขาหัวเราะพยายามให้อีกฝ่ายยิ้มขึ้นมา

“รู้มั้ยเราไม่มีอะไรที่จะเป็นรางวัลให้คนชนะเลย เพราะงั้นมันไม่มีแพ้ชนะซักหน่อย” แดนสั่ง ผลักฟิลออกจากตัว

“ก็ได้จ้ะแหมดุจัง” ฟิลแลบลิ้นใส่อีกคน

แดนหยิบขวดกลับไปดึกอีกอึก พยายามไม่ยิ้มจากประโยคที่แล้วของอีกคน “ไอ้บ้า” เขาบ่นใส่ฟิล

ฟิลหัวเราะ เสียงของเขาเปลี่ยนไปจากปกติ “ท่าทางวอดก้าจะเริ่มทำพิษแล้ววะ”

“เดี๋ยวฉันก็คงจะตามๆไป เราก็ไม่ได้คอแข็งหนักหนานี่” แดนหัวเราะ

ฟิลเอื้อมไปหยิบถุงบราวนี่ “โอ้ยไอ้พวกนี้แม่งโคตรอร่อยอะ เอาอีกชิ้นมะ” แดนพยักหน้าแล้วล้วงมือเข้าถุงกระดาษหยิบออกมาอีกชิ้น ก่อนพวกเขาจะนับจับเข่าคุยกันต่อ

“ปาร์ตี้นั่นมีอะไรบ้าง” ฟิลถาม ในปากยังคงมีบราวนี่

“ก็ มีคนเยอะ ไม่รู้ดิ ฉันมีเวลาแค่สิบห้านาทีก่อนมาถึงทีนี่ ไม่ได้ว่างดูขนาดนั้น” แดนตอบ

“แต่นายก็ยังมาไม่ตรงเวลาอยู่ดี…” เจ้าของตาสีฟ้าชายตามองคนข้างๆแบบกวน ร่างใหญ่เอาศอกกระทุ้งกลับมา “ก็รีบสุดได้แค่นี้อ่ะ”

อีกฝ่ายหัวเราะ “เอาน่าไม่เป็นไรหรอก ไม่งอนๆ” เขาหยิบวอดก้ายกขึ้นซดอีกอึก “มาร์ตินอยู่นั่นมั้ย”

“อยู่ๆ เขาเดินมาหาฉันด้วย”

“อ้าวหรอ คุยกันว่าไง”

“เขาบอกว่าจะไม่ฟ้องพี่ฉัน แล้วก็บอกดีใจที่นายจะได้เมาซักที” โฮเวลอธิบาย

“ดีละที่ไม่ฟ้อง ปกติมันขี้ฟ้องจะตายห่า” ฟิลมองตรงไปข้างหน้า

“เนอะ”

“มันคงดีใจตายเลยถ้าเจอกันพรุ่งนี้”

“ทำไมวะ”

“กูคงเมาค้างอยู่ในตอนเช้า” คนพูดขำ คนฟังข้างๆขำตามกันไป

“เรามาภาวนาไม่ให้อาการเมาค้างทำให้นายโดนพ่อแม่ด่าแล้วกัน”

“สาธุ!” ฟิลพนมมือขึ้นหัว (A/N: เออเรารู้เขาเป็นคริสต์แต่แบบ…) แล้วหยิบวอดก้าขึ้นมาดื่มอีก แล้วส่งให้แดน เขารับแล้วยกดื่มตามกันไป พวกเขาสลับไปกันมาอยู่แบบนั้น ไม่ได้พูดอะไร เพราะเหมือนสมองเริ่มไม่ประมวลผลแล้ว รู้ก็แต่ต้องดื่ม

 

 

เป็นเวลาเกือบครึ่งชั่วโมงต่อมา ทั้งคู่รู้สึกถึงแอลกอฮอล์ที่กินพวกเขาไปเกือบครึ่งนึงของร่างกาย แดนรู้สึกมึนง่วงๆ แต่ก็รู้สึกตื่นมากเหมือนกัน

“รู้สึกยังไงบ้าง” เขาถามคนข้างๆ

“เอ่อ… ดี? รู้สึกดีมากอ่ะ เหมือนบินได้แต่ก็รู้สึกถึงพื้นดินอยู่” ฟิลตอบ

“นั่นเป็นวิธีอธิบายความรู้สึกที่ออกทะเลมากเลยนะ” แดนหัวเราะ เขาพิงศีรษะตัวเองลงกับกำแพง มองขึ้นไปบนท้องฟ้า เขาเข้าใจหมดเลยว่าฟิลกำลังจะสื่ออะไร เขารู้สึกตัวเบาแทนที่จะต้องรู้สึกหนักหน่วง แต่นั่นก็ดีละ

พวกเขานั่งกันเงียบซักพัก “เสียงหัวเราะของนายน่ารักดีนะ” ฟิลพูดขึ้นมาอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย

หน้าของแดนร้องขึ้น “จริงดิ” เขาหันไปมองคนข้างๆ ที่กำลังมองเขาอยู่เหมือนกัน

“ฉันเคยบอกนายไปแล้ว”

“ก็ใช่ แต่ไม่คิดว่าจะเอามาบอกอีกรอบตอนนี้ไง”

ฟิลไม่สนใจอะไร แดนแอบมองเขาดวงหางตาพลางเห็นใบหน้าของฟิลปิ้งขึ้นมาเหมือนนึกอะไรได้

“คิดอะไรได้หรอ” เขาถาม

“เล่น Truth or dare กันดีกว่า”

“พูดจริงพูดเล่น? Truth or dare?”

“เอาน่าแดน สนุกๆๆๆ”

“มีแค่สองคนมันจะไปสนุกหรอวะ มันไปสร้างสรรค์อะไร”

“เดี๋ยวกูบิ้วต์ให้สร้างสรรค์ก็ได้ไอ้สัสเล่นกัน”

แดนยักคิ้วแต่ไม่คิดจะถามอะไรต่อ มันก็แค่เกมเล็กๆกากๆเท่านั้นเอง เขาไม่เคยเล่นหรอก นี่เป็นครั้งแรก แต่เล่นกับฟิล มันคงไม่มีอะไรแย่ๆหรอกมั้ง

“เออเล่นก็ได้ ใครเริ่มก่อน”

“ฉันเอง” ฟิลตอบ พลางขยับตัวเล็กน้อย แดนไม่ได้ขัดอะไร เขาเมาเกินกว่าจะพูดตอบ “Truth or Dare?”

“เอ่อ, dare”

“ฉันท้าให้นายแดกวอดก้าอึกใหญ่เหมือนตอนนั้นอีกรอบ”

แดนถลนตา “ห้ะ มึงกะฆ่ากูด้วยวอดก้าหรอ” แต่เขาก็หัวเราะ

“ก็กฎของเกมมันเป็นแบบนี้ปะวะ”

“… แดกก็ได้!” แดนรับคำท้า พลางหยิบขวดวอดก้าขึ้นมา เขาแอบลังเลนิดๆเพราะตอนนี้เขาก็รู้สึกมึนๆเมาๆอยู่แล้ว ไม่ใช่ว่ากินอึกนี้เขาจะน็อคเอาท์ไปเลยหรอ ฟิลอยู่เดี๋ยวมันก็จัดการเองแหละวะ ว่าพลางแดนก็ยกดื่มอีกใหญ่ เขายกดื่มค้างประมาณสองสามวิก่อนจะเอาขวดออก ของเหลวภายในกระเด็นออกมาจากริมฝีปากของเขาเล็กน้อยเพราะหายใจไวเกินไป

“เสียดายของหมดปัดโธ่” ฟิลหัวเราะ แต่อีกฝ่ายกลับทำหน้าบูด ทั้งลำคอและช่องปากของเขารู้สึกเหมือนถูกเผา แดนเอามือปาดเอาของเหลวออกจากริมฝีปากตัวเอง

“นายลืมเช็ดตรงนี้แหน่ะ” คนข้างๆกล่าวขึ้น พลางวาดแขนขึ้นมาจับใบหน้าของแดนไว้แล้วเอานิ้วปาดวอดก้าที่กำลังไหลไปตามแก้มของแดน ฝ่ายที่ถูกจับไม่ขยับตัว หนำซ้ำ เขาแอบตกใจปนเขิน จนกระทั่งฟิลขยับตัวออกไป ความคิดฟุ้งซ่านของแดนก็ลอยหายไปตาม ให้ตายสิเขาอยากจะอยู่ในโมเมนต์ตะกี้ตลอดไปเลย ตั้งแต่เมื่อไรที่การเอามือมาสัมผัสใบหน้ากันมันกลายเป็นเรื่องปกติไปนะ? คบกันมาหลายปีมันไม่ค่อยเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นเท่าไร แต่ตอนนี้มันเกิดไปแล้ว แถมทั้งสองคนยังขยับตัวเข้ามาหากันใกล้มากขึ้น ไหล่ของทั้งสองฝ่ายสัมผัสกัน

“แดน” ฟิลพูดขึ้น เรียกคนข้างๆออกจากภวังค์

“หะ ห้ะ?”

“ตานายแล้ว”

“อ่อ เออ ใช่ Truth or dare?”

“truth”

“นายก็เลือกอันนี้ทุกทีปะวะ”

“ก็ ความจริง มีเพียงหนึ่งเดียวนี่นา” ฟิลบ่น “ตั้งคำถามมาสิ”

“truth มันยากอะ ก็เรารู้จักกันมาตั้งนาน มันไม่มีอะไรให้นายสารภาพหรือเปล่า”

“ลองนึกดูหน่อยหน่า”

“ขี้เกียจวะ แต่เอาก็ได้” แดนหัวเราะ อีกคนเขาศอกกระแทกเขาเบาๆ พร้อมยิ้มกว้างบนใบหน้า

“ถ้านายมีโอกาสสลับฉันกับมาร์ติน นายจะทำมะ”

“แบบ นายเป็นพี่ฉันแล้วมาร์ตินก็เป็นเพื่อนสนิทฉัน?”

“ช่าย”

“ไม่เอาอ่ะ” ฟิลตอบทันที

“ทำไมอ่ะ เราก็ได้อยู่บ้านเดียวกันไง” แดนออกความเห็น

“ถ้าอยากอยู่ด้วยกันตอนโตมันก็อยู่ได้ แต่ตอนนี้อ่ะไม่ มาร์ตินบางทีแม่งกวนตีนเกินไปจนรู้สึกว่าเอาแม่งมาเป็นเพื่อนกูคงประสาทแดกไปก่อน แล้วก็ถ้าเอานายที่เป็นเพื่อนไปเป็นคนในครอบครัวแม่งคงแปลกไปใหญ่เลย” ฝ่ายตอบคำถามอธิบาย

“จะแปลกยังไงวะ” อีกคนถาม

ฝ่ายตอบคำถามเงียบไปซักพัก “ไม่รู้ดิ พอรู้สึกว่าคนสนิทมากมากลายเป็นคนในครอบครัวมันทำให้อะไรต่างๆรู้สึกแปลกไปปะวะ ไม่รู้จะอธิบายยังไงดีวะ”

“งั้นก็ช่วยกันภาวนาอย่าให้พ่อแม่เราเลิกกันแล้วไปแต่งงานกันเองทำให้เราเป็นพี่น้องร่วมสายเลือดกันเลยแล้วกัน” แดนเล่นตลก

“โหยเป็นงั้นกูว่ากูไปโดดตึกตายเลยดีกว่า” ฟิลหัวเราะ แดนหัวเราะตามแต่ลึกๆแล้วเขาก็คิดเหมือนฟิล ที่ว่าถ้าเป็นญาติกันมันคงรู้สึกแปลกๆ แต่ถ้ามองอีกมุม เขาคงได้เจอฟิลบ่อยๆ ได้เจอฟิลในมุมที่เขาไม่ค่อยเห็น บางทีอาจทำให้… ความรู้สึกของเขาที่มีให้ฟิลเปลี่ยนแปลงไปก็ได้ ซึ่งแดนไม่ต้องการแบบนั้น

“Truth or dare?”

“truth แล้วกัน รอบนี้ฉันไม่เชื่อใจนายฟิล”

“เอาน่าฉันไม่ให้นายกินวอดก้าซ้ำหรอก” อีกคนหัวเราะ “ไม่ได้ใจร้ายแบบนั้น”

“แต่กูก็ยังเอา truth อยู่ดีแหละ”

“ก็ได้ นึกแปปปปป…” ฟิลมองขึ้นบนฟ้าทำท่ากำลังนึกโดยมีแดนแอบมองเขาอยู่ แสงจากดวงจันทร์เล็กน้อยกระทบใบหน้าสีซีดของฟิลทำให้เขาดูน่าดึงดูดมากขึ้นหลายต่อหลายเท่า แดนตกอยู่ในรูปภาพนั้น พลางนึกสงสัยว่าทำไมเพื่อนสนิทของเขาถึงหน้าตาดีขนาดนี้ จนกระทั่งฟิลหันกลับมาเข้าเกมต่อ

“นายชอบใครหรือเปล่า?” ฟิลถาม

แดนพยายามดึงสติตัวเองกลับมา “เอ่อ ไม่ค่อยมั่นใจวะ”

“ไม่มั่นใจ?”

“ไม่ดิ มัน… ซับซ้อน”

อีกฝ่ายยักคิ้วข้างหนึ่ง “มันจะไปซับซ้อนยังไงวะกะอีแค่ชอบใคร นายสิบเจ็ดแล้วนะ” เขาหัวเราะ

แดนหัวเราะตาม พยายามปกปิดใบหน้าของตัวเองที่ใกล้จะแดงขึ้นด้วยความเขิน “คำถามของนายมันธรรมดาเกินไปอะ”

“แต่นายก็ยังตอบไม่ได้อยู่ดี” ฟิลพูด

“ที่จริง ฉันไม่มีคำตอบให้หรอกนะข้อนั้น”

ฟิลมองเขาด้วยรีแอคชั่นที่แปลกไป แต่ไม่ใช่ว่ามองกดดันใส่แดน ซึ่งโชคดีไปสำหรับเขา

“แล้วนายละ นายชอบใครหรือเปล่า” แดนถามกลับ

“เฮ้ นายยังถามไม่ได้นะ”

“เออจริงด้วย Truth or dare?”

“dare”

“เชี่ยมึงแม่ง” แดนหัวเราะ ฟิลแลบลิ้นใส่เพื่อนอีกครั้ง “กูท้าให้มึงบอกกูว่ามึงชอบใครละกัน”

“อิสัส ตลก มันใช้ได้ที่ไหนละ” ฟิลหัวเราะ

“ก็ได้ ไปวิ่งรอบต้นไม้โน่น—“ แดนพูด ฟิลลุกขึ้นเตรียมตัวตั้งแต่เขายังพูดไม่จบ “แล้วให้บอกสิ่งที่นายชอบในตัวฉันสามอย่าง ระหว่างวิ่ง”

“โอ้ยทำไมต้องให้ออกกำลังกายดึกๆดื่นๆด้วยวะ แล้วยังจะให้ชมนายอีก ทรมานเพื่อนรักชัดๆ” ฟิลบ่นด้วยรอยยิ้มแล้วค่อยๆลุกอีกครั้ง

“พูดมาก ลุกไปเลยไป”

ฝ่ายโดนท้าค่อยๆลุกขึ้น แต่เหมือนการทรงตัวจะหนีไปพัก ฟิลเอนตัวเข้ากำแพงพยุงตัวไม่ให้ล้ม “เป็นไรปะมึง” แดนถามเมื่อเห็น

“กูเมามากกว่าที่กูคิดอีกวะ” ฟิลตอบ แอบหัวเราะให้ตัวเอง

“งั้นวิ่งจ็อกกิ้งไปก็ได้อะ” แดนสั่ง

คนข้างบนเอามือแปะหัวคนที่นั่งอยู่ “ใจดีเนอะ”

“นั่นเป็นหนึ่งในคำชมที่ฉันสั่งหรือเปล่า?”

“เปล่า บอกเฉยๆ” เขาพูด แล้วก็เดินไปยังต้นไม้ที่ว่า ที่ห่างไปประมาณ 10 เมตร เขายังคงจับกำแพงทรงตัวไว้อยู่ ระหว่างกำลังเดินไป เขาก็พูดขึ้น “นายเป็นคนขี้เกรงใจ ถึงแม้นายจะน่ารังเกียจมากๆๆๆๆก็ตาม”

“โหยขอบใจนะคะเพื่อนรัก” แดนประชดใส่

เมื่อฝ่ามือของเขาสัมผัสต้นไม้ และกำลังเดินไปรอบๆมัน เขาก็พูดอีกครั้ง “ดวงตาของนายสวยดี” แดนได้ยินก็แอบหน้าแดงจากห่างๆ ซึ่งมันมืด ไม่มีทางที่ฟิลจะเห็นในระยะสิบเมตร และมืดขนาดนี้ก็ตาม ฟิลวิ่งวนมาถึงรอบที่เขาต้องพูด “ฉันว่าที่พระอาทิตย์ขึ้นอยู่ทุกวันก็เพราะมันอยากเห็นยิ้มของนาย”

สติของแดนแอบหลุดไปกับประโยคสุดท้าย ตลอดมาฟิลแอบชมเขาอยู่เรื่อยๆว่าเขาหน้าตาดี แต่ส่วนใหญ่เขาจะใช้น้ำเสียงเชิงล้อเล่นซะบ่อยครั้งเพราะแบบนั้นตอนนี้ที่แดนกำลังเขินอยู่จากประโยคนั้น เขาไม่ได้เอามันเก็บมาคิดนักหนา แต่ประโยคตะกี้เป็นคำชมที่ดีที่สุดที่เขาเคยได้รับมา โดยเฉพาะเมื่อมันมาจากฟิล ความหมายของมันเพิ่มขึ้นไปอีกหลายเท่าตัว

“จริงอ่อ?” แดนถามเมื่อฟิลเดินกระแทกตัวเข้ามานั่งข้างๆเขา เขารู้สึกได้ว่าฟิลนั่งเข้าใกล้เขามากกว่าเดิม อบอุ่นดีเหมือนกัน “จริงสิ ว่าแต่ นั่นเป็นคำชมที่ดีที่สุดเท่าที่นายเคยได้รับมาเลยหรอ?”

แดนพยักหน้า

“นี่เริ่มสงสัยแล้วว่ากูชมมึงอยู่คนเดียวหรือเปล่า”

“เปล่า พวกญาติผู้ใหญ่ก็ชมบ้างนั่นแหละ แต่เอาจริงๆก็ไม่นับ” แดนตอบ “ฉันค่อนข้างมั่นใจว่าคำชมที่สามนั่นไม่เคยมีใครพูดกับฉันมาก่อน รวมญาติผู้ใหญ่ด้วย”

อีกฝ่ายเอาหลังชิดกับผนัง แล้วมองไปหาคนข้างๆ “แต่นายออกจะหน้าตาดี ไม่เคยมีใครบอกนายแบบนั้นเลยจริงดิ”

แดนรู้สึกได้ว่าตัวเองกำลังเขินอีกครั้ง เขาไม่ค่อยชินกับคำถามแบบนี้ “อาจจะเป็นเพราะกูไม่ได้หน้าตาดีขนาดนั้นก็ได้ไงมึง”

ฟิลอ้าปากค้าง แต่ก่อนจะหุบปากแล้วพูดต่อ แดนก็แทรกกลับ “เอาจริงๆ มึงมาอยู่กับกูตลอดเวลาแบบนี้กูจะไปหน้าตาดีแซงมึงได้ยังไง”

คนผมดำข้างๆแอบตกใจกับประโยคเมื่อครู่ “พูดจริงดิ”

แดนหันมามองเพื่อนข้างๆไปในดวงตา “เออดิ จะโกหกทำไม”

“มึงคิดว่ากูหน้าตาดีกว่ามึง?”

“เอ่อ ใช่ ?”

“ความรู้ใหม่นะเนี่ย” ฟิลสารภาพ “กูนึกว่ามึงพูดไปงั้นๆ กูไม่คิดว่ามึงจะคิดว่าตัวเองหน้าตาไม่ดีนะเนี่ย”

“เชื่อกูเหอะนี่ก็เรื่องใหม่สำหรับกูเหมือนกัน ไอ้ที่ว่ามึงคิดว่ากูหน้าตาดีกว่ามึงเนี่ย”

“ก็เพราะมันไม่ใช่ความจริงไง”

“ใช่สิ” แดนพูดขึ้น “มึงแม่งโคตรน่าดึงดูด แบบมึงมีออร่าให้คนที่เดินผ่านหันกลับมามองมึงใหม่ทุกทีอ่ะ”

“นั่นก็เว่อร์ไป”

“ไม่นะเว้ย พวกผู้หญิงอะเกือบทุกคนเลย ผู้ชายก็มีบ้าง”

“อันนี้เชื่อก็ได้” ฟิลหัวเราะ

“เมื่อวันก่อนกูเคยได้ยินมีผู้หญิงคนนึงอยากจะมาสารภาพรักกะมึงแต่เขาว่ามึงดีเกินไปสำหรับเธอด้วยซ้ำ”

“อันนี้แต่งเองใช่มะ”

“เรื่องนี้เปล่านะ” แดนหัวเราะ “มึงมาทำเป็นถ่อมตัวก็บอก รู้แล้วละสิ”

“ไม่รู้ซักหน่อย กูคิดมาตลอดว่ามึงนั่นแหละหน้าตาดีกว่ากู” ฟิลสารภาพ

“ไม่ มึง นั่นแหละที่เป็น” แดนเถียง

“ก็ดวงตาสีน้ำตาลช็อกโกแลตงามๆคู่นั้นนั่นแหละทำให้นายหน้าตาดีกว่า”

เปลี่ยนสรรพนามเฉยเลย แดนคิด “แต่ของนายก็สีฟ้าเหมือนทะเลสีใสที่ยาวไปสุดขอบฟ้าอะ นายไม่รู้หรอกว่ามันสวยงามแค่ไหม เรื่องตานายชนะไปเลย”

“ผมนายก็ดูดีกว่าฉัน”

“ผมเรามันก็เหมือนกันยกเว้นสีกับทิศทางไม่ใช่หรอวะเพื่อน”

“เออก็ได้ ฉันชอบผิวสีแทนของนาย ช่วงฤดูร้อนมันก็ดูดี พอมาช่วงฤดูหนาวมันก็น่าอิจฉาตรงที่ผิวสีแทนทำให้ดูอบอุ่นอยู่ตลอดเวลา”

“อิจฉาฉันหรอ? ฉันอิจฉาผิวซีดๆของนายมากกว่า มันเข้ากับสีตาสว่างๆของนายมากก ผิวแบบนายน่ะเหมาะกับนายที่สุดแล้ว”

“สไตล์การแต่งตัวของนายแม่ง… มันดูดีสัสๆ”

“เสื้อที่กูใส่ 98 เปอร์เซนท์มันก็สีขาวดำปะ” แดนหัวเราะ

“เออแต่มึงใส่แล้วดูดีอ่ะ”

“กูอิจฉาที่มึงใส่เสื้อสีๆแล้วออกมาดีอะ ของกูไม่ค่อยเข้ากันเท่าไหร่”

“ที่จริงนายก็เข้าสังคมเก่ง เป็นคนอัชฌาสัยดี”

“นายเป็นคนตลกกว่าฉันนะฟิล”

“นั่นก็จริง แล้วนายก็เป็นคนเซฟซิทีฟด้วย”

“นั่นนับเป็นข้อดีหรอวะ?”

“ดีสัสเลย เวลานายแคร์ นายก็แคร์มากก แล้วนายก็ร้องไห้ง่ายด้วย”

“ร้องไห้มันไม่ใช่ดีเลยนะ กูอิจฉาที่มึงไม่ร้องมากกว่า”

“ไม่ต้องมาอิจฉาเลย มันทำกูเครียดด้วยซ้ำ ฟีลเหมือนอยากร้องแต่ร้องไม่ออกอ่ะ” ฟิลหัวเราะ

“ฉันชอบที่นายเป็นคนที่แคร์ชาวบ้านอ่ะ”

“นั่นไม่น่าจะจริงนะ นายเป็นมากกว่าฉันอีก”

“ยังไงวะ”

“นายจะอยู่ติดกับอะไรซักอย่างแค่อย่างเดียว ระหว่างฉันที่อยู่กับสิ่งเดียวไม่ได้”

“นายก็อยู่กับฉันไง…” แดนลดเสียงตัวเองลง

อีกฝ่ายมองคนข้างๆที่ค่อยๆก้มหน้าหนีลงไป ฟิลเพิ่งจะมาสังเกตว่าเขาอยู่ห่างจากแดนเพียงแค่นิดเดียว ตอนนี้เขากำลังเอนตัวทับแดนอยู่ด้วยซ้ำ ใบหน้าของพวกเขาเริ่มอยู่ไม่ห่างกัน

“ฉันชอบกลิ่นตัวนายจัง” ฟิลกล่าวเบาๆ

“ฉันก็ชอบกลิ่นของนายเหมือนกัน”

“ใส่เสื้อฉันแล้วนายดูดีขึ้นเยอะเลย” ฟิลพูดพลางสังเกตเห็นฮู้ดของตัวเองบนร่างอีกฝ่าย แดนหน้าแดงขึ้นทันที โดยมีฟิลมองหน้าเขาอยู่ ฟิลรู้แล้ว

“ตอนนี้มันเป็นของฉันไปละ” แดนพูดติดตลก

“นายใส่มันตลอดเวลาเลยหรือเปล่าเนี่ย”

“เอ่อ… ใช่ มัน… ใส่สบายดีอ่ะ”

“แล้วก็เพราะว่ามันเป็นของฉัน?”

“แล้วก็เพราะว่ามันเป็นของนาย…” แดนสารภาพเวลาเดียวกับที่ฟิลพูดออกมา เจ้าของเสื้อคนเก่ายิ้ม แล้วแดนก็มองหน้าขึ้นดูรอยยิ้มนั้น

“เข้าใจที่พูดไปมะ รายละเอียดเล็กๆนายก็สนใจ แค่ฮู้ดธรรมดาๆแต่นายใส่บ่อยก็เพราะฉันแล้วนายก็แคร์เรื่องฉันอีกด้วย” เมื่อฟิลอธิบายจบอีกฝ่ายก็มองตรงไปที่หน้าของเขา หน้าของพวกเขาอยู่ใกล้กันจนสัมผัสถึงลมหายใจของกันและกันได้ เหมือนว่าฟิลจะทิ้งน้ำหนักใส่ลงมาหาแดนซะส่วนใหญ่ แต่ใครแคร์ จะมารุกล้ำพื้นที่ส่วนตัวยังไงตอนนี้ก็ไม่สนใจแล้ว

“แดน” เสียงของฟิลออกมาดูสงบและอ่อนโยน เรียกแดนกลับมาสู่โลกแห่งความจริงอีกครั้ง

“หืม?”

“Truth or Dare?”

“Truth?”

“นายชอบฉันหรือเปล่า?”

          (A/N : ฟ่าขพ้ะจรคเขเมบยด้รไขพ)

แดนสูดหายใจเข้าลึกๆเบาๆ คนถามมองเขาอยู่อย่างใจจดใจจ่อ เขาไม่รู้ว่าเขาควรตอบกลับไปยังไงดี เขากลัวท่าทางของอีกฝ่ายจะแปลกไปถ้าตอบความจริง แต่สิ่งที่เขาโฟกัสอยู่ตอนนี้คือฟิลที่กำลังมองมา ริมฝีปากของเขาอยู่ใกล้กับของแดนมาก แค่ขยับอีกนิดเดียวก็คงจะสัมผัสกันแล้ว เรื่องที่เขาต้องกังวลคือฟิล อีกคน ฟิลที่เป็นเพื่อนสนิทเขา เพื่อนสนิทที่แอบชอบมาตลอดหลายปีแต่ก็ไม่กล้าสารภาพรักออกไป แอลกอฮอล์ในร่างกายเขากำลังเคลื่อนที่ไปทั่วท้อง แล้วก็มีอะไรบางอย่างที่เคลื่อนที่ด้วยเหมือนกัน เป็นอะไรไม่รู้ มันอาจจะเป็นความรัก? งั้นหรอ สิ่งนั้นเองทำให้แดนต้องตอบกลับไปว่า “ชอบสิ”

“ทำไมไม่บอกตั้งแต่แรกละ?”

“ฉันกลัว” แดนสารภาพ

“ตอนนี้กลัวอยู่มั้ย?” ฟิลถามพลางขยับตัวเล็กน้อยให้ร่างและใบหน้าอยู่ตรงข้ามกันอย่างสมบูรณ์แบบ พวกเขาหันหน้าเข้าหากัน ระยะห่างระหว่างกันไม่ได้ต่างไปจากเดิน

“มาก” คนผมน้ำตาลกลืนน้ำลายเบาๆด้วยความกลัว เขารู้สึกว่าฟิลกลับมามองริมฝีปากของเขาอีกแล้ว เขาจึงต้องพูดอะไรบางอย่าง “ฟิล”

“ว่าไงแดน”

“แล้วนายชอบฉันหรือเปล่า”

          (A/N : พร่ะพขเรพ้จขๆรจ้ขมิบอจร้ะตขๆ-รตถะเจาพิ้)

ประโยคคำถามสั้นๆ ทำให้ฟิลยิ้มขึ้นมา “แน่นอน ฉันชอบนาย”

แดนเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยด้วยความแปลกใจ “จริงดิ?”

อีกคนพยักหน้า “ซักพักแล้วละ”

“ฉันชอบนายมาเป็นปีแล้วรู้มั้ย”

“กะแล้วว่านายต้องพูดแบบนี้” ฟิลยิ้ม

พวกเขามองหน้ากันซักพัก ก่อนแดนจะทำลายความเงียบลง “นี่ฟิล”

“หืม?”

“Truth or Dare?”

ฟิลอึกอัก “… Dare?”

“จูบฉันหน่อย”

ฟิลผงะเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าอีกคนขยับใกล้เข้ามา แต่เขาเองก็อยากจูบแดนมานานแล้วเหมือนกัน ฟิลเลื่อนมือไปสัมผัสแก้มของคนข้างหน้าเบาๆ แดนเงยหน้ามองเข้าไปในดวงตาของอีกฝ่ายก่อนจะค่อยๆหลับตาลง สมองของฟิลตอนนี้พันกันยุ่งเหยิง เขาควรทำเลยมั้ย? แต่ก่อนจะคิดอะไรออก ฟิลก็เลื่อนตัวไปข้างหน้าช้าๆ จนริมฝีปากของเขาสัมผัสกับของเพื่อนสนิท ที่ไม่ช้านี้ก็คงจะเปลี่ยนสถานะอยู่แล้ว ทั้งคู่สัมผัสได้ถึงความรู้สึกวาบหวิวขึ้นทันที ความรู้สึกวาบหวิวที่เหมือนเป็นความต้องการกันและกัน แดนยกมือขึ้นวางบนเข่าของอีกคนไว้ ฟิลวางมือของที่เหลือบนมือของแดน ก่อนทั้งสองมือจะค่อยๆประสานกัน ฝ่ามืออีกข้างที่อยู่บนแก้มค่อยๆเลื่อนไปจับที่ใต้คางให้เลื่อนใบหน้าเข้าไปจูบให้แรงมากขึ้น แดนยกมือข้างที่เหลือขึ้นดึงขอบเสื้อของคนข้างหน้าให้ใกล้มากขึ้นเพื่อให้เพิ่มน้ำหนักของจูบมากเข้าไปอีก พวกเขาอยู่กันแบบนั้น จนทั้งคู่เริ่มเรียนรู้ ต่างคนเริ่มขยับริมฝีปากไปมาไม่มีทิศทาง จากนั้นก็เริ่มคุ้นชิน ริมฝีปากของพวกเขาเริ่มไปในทางตรงข้ามกัน เพิ่มระดับการจูบไปอีกขั้น ฟิลค่อยๆแทรกลิ้นเข้าไปสัมผัสที่ริมฝีปากบนของอีกคน เขาได้ยินแดนครางๆเบาจากกระทำนั้น มันแอบทำให้ฟิลกลายเป็นบ้า ก่อนแดนจะค่อยๆเผยอปากให้ฟิลเข้าไปเจอกับลิ้นอีกตัวเอง ฟิลกดแดนเข้าไปในจูบมากขึ้น แต่แดนกดฟิลหนักกว่าจนทำให้เอนตัวไปข้างหลังอย่างชัดเจน แดนผละออกจากจูบช้าๆเพียงเพื่อจะพูดว่า “เขยิบไปติดกำแพงหน่อยสิ” มันเป็นประโยคขอร้อง ที่ปนความต้องการเข้าไปหลายเลเวล ฟิลทำตามที่อีกคนบอก เมื่อหลังของเขาสัมผัสกับกำแพง แดนก็ปรับท่านั่งตัวเองมานั่งคร่อมอีกคนไว้แล้วริมฝีปากทั้งสองก็พบเจอกันอีกครั้ง ฝ่ามือทั้งสองของฟิลเลื่อนไปที่เอวของคนข้างบนทันที จับไว้แน่น แล้วดึงมันเข้ามาให้ร่างของพวกเขาสัมผัสกัน มือของแดนก็ล้วงเข้าไปตามไรผมของอีกคน ดึงมันเบาๆ จนได้รับเสียงครางต่ำๆกลับมา นั่นกลายเป็นกำลังใจให้แดนค่อยๆขยับเอวของตัวเองไปข้างหน้าและข้างหลังช้าๆเป็นการยั่ว การกระทำนั้นก็ทำให้ริมฝีปากของเขาโดนกัดเบาๆโดยฟิล แดนครางขึ้นอีกครั้ง ฟิลจำได้ว่าเมื่อหลายปีก่อนแดนเคยบอกว่าเขามีจุดเซนซิทีฟอยู่ที่คอส่วนนึง ตอนนี้เขาอยากรู้ว่าแดนพูดจริงหรือเปล่า ฟิลเลื่อนริมฝีปากตัวเองให้จูบลงไปตามคาง จากนั้นก็ไปถึงคอ แดนยกศีรษะขึ้นเพิ่มพื้นที่ให้อีกคนทันที ใช้เวลาไม่นานฟิลก็เจอจุดจุดนั้นที่แดนพูดถึง มันอยู่ข้างใต้ขากรรไกรไปเล็กน้อยเท่านั้น ฟิลทิ้งรอยจูบเล็กๆ แต่ก็ยังคงพรมจูบอยู่ตรงนั้นต่อไป ระหว่างที่อีกคนกำลังพยายามไม่ครางออกมา เขาเริ่มขบเม้มที่คอของแดนเมื่อรู้ว่ามันรู้สึกดีขนาดไหนที่ส่วนที่แข็งข้างล่างของแดนกับของเขาสัมผัสกันผ่านเนื้อผ้า แดนวางศีรษะที่ไหล่ของอีกคนระหว่างที่ฟิลยังยุ่งอยู่กับซอกคอของเขา มือของฟิลที่เอวของคนข้างบนค่อยๆขยับ บังคับให้แดนขยับไปข้างหน้าและข้างหลังให้เป้ากางเกงสัมผัสกันไปมาอีกครั้ง “นายจูบเก่งชิบหายเลย” แดนพูดขึ้นเบาๆเกือบจะเป็นกระซิบ เขาหลุดครางออกมาเบาๆ

ฟิลผละออกจากซอกคอขาว มือข้างหนึ่งเลื่อนขึ้นมาสัมผัสขากรรไกรของอีกคนไว้เพื่อนกดให้เข้ามาจูบที่ริมฝีปากอีกครั้ง มือของแดนที่อยู่ในผมของฟิลดึงศีรษะให้เข้าใกล้ๆมากขึ้น ฟิลชอบทุกๆวินาทีของมัน

“ถอดฮู้ดนายออก” ฟิลสั่งเบาๆ อีกฝ่ายขยับตัวไปข้างหลังเล็กน้อย สอดมือทั้งสองข้างไว้ที่ขอบเสื้อก่อนจะดึงมันออก คนข้างหน้ายกมือขึ้นสัมผัสหน้าอกที่เปลือยเปล่า ไล่ลงมาถึงเอว “ฉันเคยบอกว่านายใส่เสื้อฉันแล้วดูดีใช่มั้ย แต่ตอนนายถอดเสื้อนายดูน่าหลงใหลกว่าเดิมอีก”

“ถอดของนายบ้างสิ” แดนบ่น “ฉันก็อยากเห็นนายเหมือนกัน”

ไม่จำเป็นต้องบอกเป็นรอบที่สอง ฟิลค่อยปลดกระดุมเสื้อตัวเองแล้วกระชากมันออก โยนไปไว้กับเสื้อของแดนบนพื้น

“โอ้โห นายก็ใช่ย่อยเลยนะ” แดนชม พลางทิ้งจูบลงที่ซอกคอสีซีด ไปถึงหัวไหล่ แล้วไล่ลงไปที่แผ่นอกเรียบ มือข้างหนึ่งของแดนไล่ลงไปตามหน้าท้องของฟิลถึงขอบกางเกงยีนส์ “ให้ถอดชิ้นนี้ด้วยมั้ย” แดนถามแล้วมองขึ้นไปหาคนข้างบน ที่พยักหน้าให้ ไม่กี่เวลาต่อมากางเกงยีนส์หนาก็ถูกถอดออกจากหน้าที่ของมัน เหลือให้ฟิลอยู่กับเนื้อผ้าบางชิ้นสุดท้าย ฝ่ามือหนาของแดนเลื่อนลงไปสัมผัสเนื้อผ้าชิ้นนั้น แล้วก็ขยับไปรอบๆอยู่แบบนั้น ระหว่างที่กำลังเล่นอยู่ตรงนั้น แดนขึ้นมาพรมจูบบริเวณต้นคอของอีกฝ่ายอีกครั้ง แล้วกระซิบเบาๆ “ข้างในนั้นน่ะ ให้ช่วยไหม?” พูดเลยตรงๆว่าฟิลไม่เคยเห็นแดนทำตัวแบบนี้ เขาไม่ชินด้วย แต่ก็ไม่ใช่ว่ามันไม่ดี เขาคิดว่าเขาอาจจะชอบมันด้วยซ้ำ “เอาเลย ทำเลย จะทำอะไรก็ทำเลย” พูดไม่ทันจะจบประโยค ฝ่ามือที่เคยสัมผัสอยู่กับเนื้อผ้าตอนนี้แทรกเข้าไปในเนื้อผ้า เล่นอยู่กับอะไรก็ตามที่อยู่ข้างใน ทำให้ฟิลคำรามเสียงต่ำเบาๆ แดนเงยหน้าขึ้นมาสัมผัสริมฝีปากของเขากับของฟิลอีกครั้ง อีกฝ่ายกดจูบให้แรงขึ้น แต่แดนผละออกซะก่อนแล้วไล่จูบลงไปถึงง่ามขา

“โห ที่จริงนายก็ไม่ใช่เล็กๆเหมือนกันนะเนี่ย” แดนสารภาพ ปล่อยให้อีกคนหัวเราะเบาๆเงียบๆ

“ถ้านายไม่อยากทำฉันก็ไม่ว—“ ก่อนฟิลจะพูดจบประโยค เขาก็รู้สึกได้ถึงริมฝีปากอีกคู่ประกบลงบนแก่นกายของเขา ทำให้ฟิลต้องพักศีรษะทับกำแพงไปข้างหลัง แดนค่อยๆเลื่อนศีรษะลงไปให้สุดทาง อีกคนทำอะไรไม่ได้นอกจากถอนหายใจเสียงดังพร้อมครางอยู่เงียบๆภายในลำคอ “ด.. แดน…”

ฟิลเลื่อนมือลงไปที่ศีรษะของคนข้างล่าง กำเส้นผมสีน้ำตาลนั่นไว้ ก่อนแดนจะค่อยๆเลื่อนศีรษะกลับมาถึงส่วนบน แล้วเล่นอยู่ตรงนั้นทำให้อีกคนหลุดครางออกมาจากลำคอพร้อมหลับตาลง แดนลดศีรษะลงไปข้างล่างอีกครั้ง ด้วยความเร็วคงที่ ก่อนจะค่อยๆเร็วขึ้น หนักหน่วงขึ้น ฟิลรู้สึกได้เลยว่าตัวเองใกล้จะถึงแล้ว เขาลืมตาขึ้นมาอีกครั้งมองคนข้างล่างนำริมฝีปากวางรอบแก่นกายตัวเอง ทั้งริมฝีปาก ทั้งลิ้นต่างทำงานพร้อมๆกันอย่างเพอร์เฟค อีกสิ่งหนึ่งที่เขาสังเกตคือข้างใต้นั้น ฝ่ามือข้างหนึ่งของแดนก็กำลังช่วยตัวเองให้ไปถึงจุดสูงสุดเหมือนกัน อยู่ดีๆอะไรแบบนี้ก็กลายเป็นอาหารตาของฟิลไปซะเฉยเลย

“ด.. แดน… ฉันใกล้แล้ว” ฟิลกล่าวขึ้น แดนได้ยินจึงเลื่อนศีรษะขึ้นมาที่ปลายบนแล้วใช้ลิ้นเล่นอยู่ตรงนั้นซักพัก ฟิลรู้สึกได้ถึงตัวเองที่ใกล้จะเสร็จในอีกไม่ช้า “แดน… ใกล้แล้ว อีก นิดนึง…” อีกคนเลื่อนศีรษะลงไปถึงปลายล่างอีกครั้ง ให่แก่นกายในโปรงปากของเขาไล่ลงไปเกือบถึงคอก่อนฟิลจะเริ่มปลดปล่อยจริงๆ

เขาร้องขึ้นเสียงดัง ภายในใจลึกๆรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังบิน ฝ่ามือของเขายังคงกำแน่นกับเส้นผมของคนข้างล่าง แดนรอให้ฟิลจัดการตัวเองให้เสร็จ ให้ลงมาจากอาการเสพติดก่อนจะค่อยๆผละริมฝีปากออก เขามองขึ้นไปหาฟิล ที่กำลังหายใจถี่รัวๆและดูเหมือนวิ่งขึ้นเขามา ฟิลสังเกตเห็นแดนยังคงช่วยตัวเองให้ไปถึงฝั่งอยู่ “ฟิล ฉันก็ใกล้แล้วเหมือนกัน” แดนพูดขึ้น ริมฝีปากของเขาดูอวบอิ่มและออกสีชมพูนิดๆจากการกระทำเมื่อครู่ “มานี่มา” ฟิลเรียก แดนยกตัวเองขึ้นนั่งตักอีกคน ฝ่ามือที่ขยับขึ้นลงอยู่ที่แก่นกายของตัวเองถูกปัดออกด้วยฝ่ามือของอีกคน แดนหลับตาเมื่อฟิลเข้ามาช่วย ขยับเอวตัวเองไปข้างหน้าและหลังเล็กน้อยหาแรงเสียดทาน ความรู้สึกถึงแก่นกายของอีกคนข้างล่างยิ่งทำให้สถานการณ์นี้ดูร้อนแรงขึ้นไปอีกระดับ แดนพักศีรษะตัวเองลงวางหน้าผากที่บ่าของคนข้างหน้า รู้สึกถึงตัวเองที่ใกล้จะถึงจุดสูงสุดมากขึ้นทุกทีๆ “ใกล้แล้วนะ” แดนเตือนขึ้น ยกมือขึ้นบีบไหล่ของอีกคนแรงๆ

“ปล่อยเลย เอาเลยที่รัก” ฟิลเลื่อนหน้าเข้าไปกระซิบข้างหูของแดน ฝ่ามือข้างล่างยังไม่หยุดเคลื่อนที่ มืออีกข้างยกขึ้นไปสัมผัสแก้มของอีกคน แล้วดึงทั้งใบหน้าเข้ามาจูบเบาๆ เขารู้สึกได้ว่าแดนตัวสั่นเล็กๆ แดนผละออกจากจูบแล้วครางขึ้นเสียงดังพร้อมปล่อยตัวเอง เลอะไปถึงหน้าท้องของอีกคน เมื่อเสร็จแล้ว แดนวางศีรษะทับไหล่ของฟิลพร้อมหายใจถี่อีกครั้ง

“แม่ง…” แดนพูดขึ้น พยายามปรับน้ำเสียงให้กลับมาเป็นปกติ

“นายไม่เป็นไรนะ?” ฟิลถาม อีกคนพยายามลืมตาเพื่อมองเข้าไปที่ใบหน้าอีกฝ่าย

แดนหยักหน้า “ดีกว่าสบายซะอีก” เขาตอบพร้อมรอยยิ้มเล็กๆ “ไม่คิดว่าจะเกิดขึ้นนะเนี่ย”

“เหมือนกัน” ฟิลหัวเราะเบาๆ

“แต่ก็ดีใจนะ”

“ดีใจเหมือนกัน”

ทั้งคู่ยิ้มกว้างขึ้นก่อนริมฝีปากทั้งคู่จะเลื่อนมาสัมผัสกันอีกครั้ง คราวนี้มันหวาน ฟิลรู้สึกได้ถึงความพิเศษของมัน เหมือนทั้งร่างกายกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งเมื่อแดนจูบเขา เขาอยากจูบแดนตลอดไป แต่ก็ต้องผละออกเมื่อเขาเห็นแดนสั่นเบาๆ

“หนาวหรอ”

“อืม นิดนึง” แดนสารภาพ ฟิลยกแขนขึ้นกอดร่างบางข้างหน้าไว้

“บางทีเราน่าจะใส่เสื้อได้แล้วนะ” ฟิลแนะนำ

“แต่ฉันชอบตอนนายไม่ใส่อะไรเลยมากกว่า” อีกคนงอแง

“ฉันก็ชอบ แต่เดี๋ยวเป็นหวัดกันหมดหรอก” ฟิลหัวเราะ แดนทำท่าเหมือนงอน เขาลุกขึ้นหยิบเสื้อผ้าตัวเอง โยนของฟิลไปให้เจ้าของ แล้วก็เริ่มแต่งตัวกันใหม่ เมื่ออยู่ในเสื้อผ้ากันหมด แดนก็ขอนั่งตักฟิลอีกครั้ง แล้วฟิลก็โอบแขนไปรอบอีกคนเหมือนกัน

“ดีใจจังที่นายไม่ใส่อะไรเลยใต้จัมเปอร์นี่” ฟิลหัวเราะพลางสอดมือสัมผัสเอวบางที่ไม่มีอะไรปกปิด

แดนหัวเราะ “ตอนแรกก็ว่าจะใส่ ไปๆมาๆไม่ใส่น่าจะดีกว่า ซึ่งก็ดีกว่าจริงๆด้วย” เขาพักศีรษะลงที่บ่าของฟิล ฟิลวางคางของเขาบนศีรษะของแดน การหายใจของทั้งคู่เริ่มกลับมาช้าเป็นปกติ แต่การเต้นของหัวใจยังคงเต้นเร็วไม่หยุดไม่หย่อน ยังคงตื้นเต้นกับเรื่องราวที่ผ่านมาอยู่

“ดีใจนะที่นายอยากเจอฉัน” แดนพูดขึ้นเบาๆ

“ฉันสิต้องดีใจที่นายเอาว้อดก้ามา” ฟิลพูดขึ้นพร้อมหัวเราะ “ใครจะรู้ว่ามันจะช่วยให้นายสารภาพออกมาจริงๆ”

แดนทุ้งศอกใส่อีกคนเบาๆ “นายก็สารภาพเหมือนกันไม่ใช่หรือไง”

“จริง” ฟิลเงียบไป “ท่าทางฉันก็ต้องการว้อดก้าไว้ช่วยเหมือนกัน นายทำให้ฉันกลัวน่ะสิ”

“ในทางที่ดี?” แดนถามติดตลก

อีกคนพยักหน้า “ความรู้สึกที่ฉันมีต่อนายมันดีหมดนั่นแหละ”

แดนยิ้มขึ้น ทำท่าจะพูดอะไรขึ้นมาซักอย่างก่อนศีรษะของทุกคนจะยกหันไปทางเดียวกันเมื่อได้ยินเสียงไซเรนตรงไปยังทางบ้านของแดน

“ไม่ได้ไปบ้านนายใช่มั้ยน่ะ?” ฟิลถาม

“หวังอย่าให้ใช่เลย” แดนกังวลนิดๆ

“เรารีบกลับไปดูดีกว่า” ฟิลกล่าวขึ้น

อีกคนงอแง “แต่ฉันอยากอยู่กับนายอ่ะ”

“รู้น่าที่รัก แต่เราควรรีบกลับก่อนจะเห็นพี่นายอยู่ที่หลังรถตำรวจนะ” ฟิลหัวเราะ

“ชอบจังตอนนายเรียกฉันว่าที่รัก” แดนสารภาพขึ้น หันไปมองอีกคน ฟิลยิ้มแล้วจุ๊บลงที่ขอบริมฝีปากอีกคน ก่อนจะทำท่าเหมือนจะลุกขึ้น แดนลุกก่อน เขายื่นมือให้ฟิลจะได้ช่วยยกเขาขึ้นด้วยกัน เมื่อฟิลลุกขึ้นแล้วเขากลับไม่ปล่อยมือออก หนำซ้ำยังเลื่อนตัวเข้าไปหอมแก้มแดนเบาๆ ฟิลก้มลงเก็บว้อดก้าและห่อกระดาษที่มีบราวนี่อยู่ข้างใน เขาส่งมันให้แดน ซึ่งแดนก็รับไป พวกเขาเดินออกไปที่หัวมุมก่อนจะเห็นรถตำรวจจอดที่หน้าบ้านของแดน กำลังไล่ทุกคนให้ออกมาจากบ้าน แดนกับฟิลตัดสินใจจะไม่เดินเข้าไปเพราะทั้งสองคนยังไม่บรรลุนิติภาวะและกำลังถือขวดว้อดก้าที่เหลือเพียงไม่กี่หยดข้างใน เขาได้ยินเสียงดังมาจากข้างๆ

“เฮ้ นี่ อยู่ตรงนี้” พวกเขาได้ยินเสียงกระซิบของใครซักคน เมื่อหันไปก็พบเจอพี่ชายของแดนหลบอยู่หลังพุ่มไม้ของเพื่อนบ้าน

“พี่มาทำอะไรเนี่ย?” แดนตั้งคำถาม แล้วเดินเข้าไปหา มีฟิลตามมาติดๆเพราะยังคงจับมือกันอยู่

พี่ชายของเขาไม่ได้สนใจคำถาม ได้แต่มองไปที่มือทั้งสองกำลังประสานกัน “พวกนายจับมือกันทำไม?” เขาถาม

ก่อนทั้งสองคนจะตอบ มาร์ติน พี่ชายของฟิลกลับวิ่งเข้ามาสมทบซะก่อน “โอ้ อยู่นี่นี่เอง” เขาวิ่งเข้ามาหา หยุดลงข้างๆพี่ชายของแดน “ตำรวจหาฉันไม่เจอ แต่เขาต้องการตัวนายนะ” มาร์ตินชี้ไปที่คนข้างๆตัวเอง

พี่ชายของแดนสบถเป็นคำหยาบเบาๆ ก่อนจะกลับไปคุยกับน้องชายตัวเอง “ทำไมนายออกมาข้างนอกดึกป่านนี้ละ ตอนแรกก็ขึ้นไปหาบนห้องแต่ดันไม่เจอ”

“ฉันมาหาฟิล…” แดนตอบ แล้วมองไปที่ฟิล กำลังยิ้มตอบ

มาร์ตินหัวเราะ “พวกเขาหนีออกไปชั่วโมงกว่าแล้วละ”

“นายเห็นหรอ?”

“เห็นสิ ฉันเห็นเขากำลังจะขโมยของในปาร์ตี้เพื่อจะไปหาฟิล” มาร์ตินตอบ

“ทำไม?” พี่ชายของแดนถาม เริ่มสงสัยว่าทำไมน้องชายของเขาถึงอยากออกไปเมากับเพื่อนสนิทนัก

“ก็เพราะไอ้สองคนนี้ต้องการแอลกอฮอล์ไง ไม่งั้นก็ไม่ได้กันแบบนี้หรอก”

แดนกับฟิลหันไปมองมาร์ตินด้วยตาโต แต่มาร์ตินกลับพูดต่อ ชี้ไปที่มือของทั้งสองที่กำลังประสานกัน “ท่าทางจะได้ผลซะด้วย”

“นายรู้วาเขาชอบฉันหรอ” ฟิลถามด้วยความสงสัย

“เออดิ พวกนายแม่งกากวะ พวกนายสองคนใช้เวลาอยู่ด้วยกันตลอดเวลาแบบนี้ใครเขาจะนึกว่านายเป็นเพื่อนกันอยู่วะ ดูวิธีพวกนายมองกันเองยังรู้เลย”

หน้าของเด็กชายทั้งสองเปลี่ยนเป็นสีแดง

“รู้ตั้งแต่เมื่อไรเนี่ย” พี่ชายของแดนตั้งคำถาม

มาร์ตินถอนหายใจ “นายเป็นเพื่อนกันมากี่ปีแล้วนะ”

“เอ่อ ประมาณ 12 ปี”

“ไอ้พวกนี้ก็ชอบกันเองมา 12 ปีเลยถ้างั้น” มาร์ตินตอบพร้อมยิ้ม เขาหันกลับไปมองบุคคลที่สามเพื่อคำตอบ

ฟิลเหลือบไปมองคนรักข้างๆ “ฉันอยากเป็นเพื่อนกับนายตั้งแต่อายุห้าขวบเพราะฉันเห็นว่านายหน้าตาดีที่สุดในห้อง”

อีกฝ่ายหน้าแดงขึ้น “ตอนเด็กๆที่ฉันชอบจูบมือนายก็เพราะฉันชอบนายเหมือนกัน”

มาร์ตินหันไปยิ้มให้พี่ชายของแดน “บอกแล้วไง”

พี่ชายของแดนได้แต่มองด้วยความตกใจ จนกระทั่งรถตำรวจหน้าบ้านของเขาเริ่มขับออกไป พวกเขาจึงเดินทางกลับไปที่นั่น แดนกับฟิลยังคงจับมือกันอยู่ตลอดทาง โยกแขนไปมาพร้อมหัวเราะเหมือนเป็นเด็กๆ พี่ชายของแดนได้แต่หันไปมองด้วยความไม่เข้าใจ แต่มาร์ตินก็กระดุ้งศอกเรียกซะก่อน “ชินๆได้แล้ว ฉันว่าเดี๋ยวพวกมันก็เป็นแบบนี้อีกนานเลย”

เมื่อพวกเขาเดินเข้าไปถึงบ้าน ท้องของฟิลก็ร้องครวญครางด้วยความหิว

“หิวหรอ” พี่ชายของเขาได้ยินก็หัวเราะ

คนน้องยักคิ้ว “ค่อนข้างนะ ก็กินไปแค่บราวนี่เอง”

พี่ชายของแดนเงยหน้ามองแดนกับฟิลทันทีที่เขาได้ยินคำว่าบราวนี่ “พวกนายกินบราวนี่ไปหรอ?”

“ใช่ กินกันไปคนละสองชิ้นครึ่ง ทำไมหรอ” ฟิลตอบ

ทั้งสามคนได้ยินเสียงมาร์ตินพยายามไม่หัวเราะ

“ตอนที่แดนกำลังจะออกไป นายเห็นใช่มั้ยว่าเขาหยิบบราวนี่?” พี่ชายของแดนตั้งคำถาม เสียงเริ่มเหมือนโมโหเล็กน้อย

มาร์ตินพยายามหุบหัวเราะ ทำหน้าให้ปกติแล้วตอบกลับ “ปัดโธ่ ไม่เห็นเป็นไรเลย เนี่ย เขาก็ปลอดภัยดี”

“นายให้น้องชายฉันไปเมาไม่พอยังเมายาอีกหรอ??!!” พี่ชายของแดนตะโกนกลับ ถ้าทำได้ก็อยากพิมพ์ใน caps lock ให้หมดเลย

แดนกับฟิลมองหน้าตัวเอง แล้วกลับไปมองสองคนที่เหลือ รอคำตอบของสถานการณ์ที่น่าปวดหัวนี่

“อ่อออออ” ฟิลหลุดออกมา

“แม่งอธิบายได้หลายอย่างเลยวะ” แดนก้มหน้าจับคางตัวเอง เหมือนตรัสรู้ไปพร้อมๆกัน

“นี่ไม่รู้หรอว่าเขาใส่กัญชาเข้าไปในบราวนี่” พี่ชายของแดนถาม

“ไม่รู้น่ะสิ ตอนนั้นฉันเจออะไรก็หยิบมาหมดนั่นแหละ” แดนตอบ ชี้ไปที่โต๊ะ พี่ชายแดนส่ายหน้าขึ้นทันที

“นายนั่นแหละไม่น่าวางไว้บนโต๊ะแบบนั้นเลย” มาร์ตินดุ พี่ชายของแดนจึงตีเขาไปหนึ่งที “โอ้ย ตีทำไมวะ”

“คิดเหตุผลเองไม่ออกหรือไงล่ะ”

“ไม่เอาน่า พวกเขาก็ดูเอนจอยชีวิตตัวเองจะตาย”

แดนค่อยๆก้มลงมองฝ่ามือตัวเองประสานกันอย่างลงล็อคกับฟิล

เขาได้ยินพี่ชายของเขาถาม “แดน ไม่เป็นไรใช่มั้ย?”

แดนจึงต้องมองกลับขึ้นไป “ไม่ ไม่ ฉันสบายดี” เขายิ้มให้พี่

พี่ชายของเขาต้องถอนหายใจดังๆ “ตอนนี้ก็ทำอะไรไม่ได้แล้วน่ะสิ”

ฟิลหันหน้าไปมองคนรักข้างๆ “ขอนอนด้วยคืนนึงได้ปะ”

มาร์ตินตอบกลับทันที “ได้สิ ยังไงฉันก็ต้องอยู่ช่วยทำความสะอาดที่นี่อยู่แล้ว” เขามองกลับไปที่พี่ชายของแดนที่กำลังพยักหน้า “แล้วก็มันจะดูไม่น่าสงสัยกว่าด้วยถ้าเรากลับบ้านพร้อมกัน”

ฟิลพยักหน้า แล้วลากแดนไปที่ชั้นบน

“นี่แดน” พี่ชายของเขาเรียก

“ว่า”

“ถ้าอยากเจอฟิลอีกจะชวนเขามาก็ได้นะ แต่ห้ามกินบราวนี่กัญชา เค๊?” แดนแอบหัวเราะเล็กน้อยเมื่ออยู่ดีๆพี่ชายของเขาก็ทำตัวมีอำนาจขึ้นมาซะงั้น ก่อนเขาจะพูดตอบ “พ่อแม่ฆ่าเราตายแน่ถ้าท่านรู้”

พี่ชายของเขาหัวเราะ “จะเหยียบเรื่องนี้ให้มืดเลย”

จบบทสนทนานั้น มาร์ตินก็ลากพี่ชายของแดนเข้าไปในห้องครัวเริ่มทำความสะอาดระหว่างที่แดนกับฟิลวิ่งขึ้นไปที่ห้องนอนของแดน เจ้าของห้องปล่อยมือออกจากคนรักเพื่อเปิดไฟ และฟิลกำลังปิดประตู พวกเขาหันมามองกันซักพักก่อนจะหัวเราะใส่กัน

“ไม่อยากจะเชื่อเลยว่านายก็ชอบฉัน” ฟิลสารภาพขึ้น

“ฉันก็ไม่นึกว่านายจะชอบฉันเหมือนกัน” แดนตอบ พลางถอดจัมเปอร์ รองเท้า และกางเกงออก (เรียงลำดับการถอดได้แย่มาก ฟฟฟฟฟ) ก่อนจะขึ้นไปนั่งบนเตียงในเนื้อผ้าชิ้นเดียว มือหนึ่งกวักเรียกฟิลให้เข้ามานอนด้วย เขาถอดเสื้อผ้าของตัวเองเหลือชิ้นเดียวเหมือนกันแล้วก็ตามเขาขึ้นไป

“รู้สึกแปลกจังที่ตอนนี้อยู่บนเตียงเดียวกันแล้ว” แดนหัวเราะ

“ทำไมอะ”

“ก็เพราะว่าตลอดเวลาที่เราคบกันมาใครจะรู้ว่าฉันสามารถทำแบบนี้ได้” แดนพูดจบพลางเลื่อนตัวเข้าไปใกล้ๆฟิล วางมือลงบนแก้มบาง ก่อนจะประทับริมฝีปากเข้าไป อีกฝ่ายจูบตอบแล้วกดแดนให้เข้ามาใกล้ๆอีก ก่อนจะผละออกแล้วเลื่อนไปจูบเบาๆที่ปลายจมูกของแดน

“เราน่าจะรู้อะไรให้มันไวกว่านี้” ฟิลพูดขึ้น

แดนเลื่อนตัววางศีรษะลงบนแผ่นอกของคนข้างๆ “เอาน่า ตอนนี้นายก็มีฉันแล้ว”

คนข้างล่างโอบแขนไปรอบคนในอก กำลังซุกหน้าเขาไปในซอกคอของเขา แดนจูบที่ซอกคอตรงนั้นเบาๆก่อนฟิลจะเลือนมือไปปิดไฟ

“แดน” ฟิลกระซิบขึ้นเมื่อไฟทั้งหมดทุกปิด

“หืม?”

“กูรักมึงนะ”

แดนยกศีรษะขึ้น เปลือกตาของเขาหนักอึ้งแต่นั่นไม่สามารถหยุดรอยยิ้มกว้างจากริมฝีปากของเขาได้ ฟิลเลื่อนศีรษะลงไปจูบแดนเบาๆ มันเบามาก แต่ความรู้สึกที่ติดไปนั้นไม่ได้เบาตาม

แดนผละออกแล้วมองอีกคนเข้าไปในดวงตา

“กูก็รักมึงนะไอ้เวร”

ฟิลยิ้ม พยายามไม่ด่าแดนกลับแบบติดตลก เขาโอบแขนรอบร่างกายข้างๆอีกครั้ง แดนขยับตัวให้เข้าไปใกล้ฟิลมากขึ้นก่อนฟิลจะจูบลงมาที่หน้าผากเบาๆ พวกเขาหลับลงอ่างสงบภายใต้อ้อมแขนของแต่ละคน ขอขอบคุณความกล้าที่จะสารภาพรักของพวกเขาทีทำให้มีเวลานี้

          (A/N: และขอขอบคุณผัดมาม่าที่ไม่ทำให้เราหิวตายระหว่างเขียนค่ะ)


 

 

ตอนอ่านแบบออริจินัลจบนี่แบบ ใช่เลย ใช่ค่ะ มันดีงามมาก ร้องไห้ตอนจบ กระซิกๆ (ไม่จริง)

รู้สึกเหมือนทำบาปดีๆยังไงก็ไม่รู้ อ่านสมัทแล้วก็แปลสมัท *ปาดเลือด* มาถึงจุดจุดนี้แล้วจะล้างบาปก็คงล้างไม่หมดแล้วล่ะเนอะ 5555555555555555

ไว้เจอกันใหม่เมื่อโลกต้องการ

 

 

 

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s