Dan & Phil : Got My Eyes On You [Phanfiction]

GOT MY EYES ON YOU

Genre : AU / Fluff
Rating : PG-15
Pairing : Phil Lester & Dan Howell
Word Counts : 3195 words (ไม่น้อยอย่างที่คิดแฮะ)
Warning : ฟลัฟแรง
Prompts : พนักงานโรงหนังที่คอยมองลูกค้าประจำคนนั้นทุกวัน

(A/N : แต่งในไอแพดร่วมสองชั่วโมง ที่ทำให้อารมณ์เสียคือเวิร์ดเพลสในไอแพดไม่ได้เรื่อง ใส่ไตเติ้ลยากมาก มันจะนานกว่าตอนแต่งแล้ว555555555)

 


สวัสดีนะ ฟิล เลสเตอร์เองขรับ อายุเท่าไรไม่บอก แต่ทำงานเป็นพนักงานขายตั๋วด้วยความกากทั้งหมดที่มีอยู่ที่โรงหนังที่ไม่มีคนมาดูเล๊ย
แต่ผู้จัดการเขาให้ที่พักฟรีและเงินเดือนดี เลยยังนั่งทำงานอยู่นี่ไง
(เอาจริงๆคือผู้จัดการคนนี้เขารวย แต่เปิดกิจการอะไรซักอย่างที่เขาไม่ยอมบอกแล้วทำเงินได้เยอะ โรงหนังกากๆที่ดูไม่มีคนนี่ก็เลยยังจะเปิดไว้ พนักงานที่นี่ได้เงินพอๆกับพนักงานบริษัททำงานหามรุ่งหามค่ำเลย นั่นคือหนึ่งในเหตุผลที่จะมาทำงานที่นี่ละ)

ผมทำงานช่วงบ่ายถึงดึก ดึกที่ว่านี่คือสองทุ่ม ก็ไม่ดึกหรอก ทำแค่วันอังคาร พุธ ศุกร์เท่านั้น งานก็สบายๆ ผมเป็นคนติดหนังด้วยบางทีช่วงนอกเวลาทำงานก็เนียนๆใส่ชุดทำงานไปแฝงตัวในกลุ่มผู้ชม
ผมหยิบหมวกเห่ยๆประจำโรงหนังขึ้นสวมเมื่อยืนประจำการอยู่ที่เคาท์เตอร์ วันนี้พร้อมละ!!

เงียบ ~
ก็แหงละ นี่มันโรงหนังร้าง…

วันนี้วันศุกร์ เวลาเกือบหกโมงแล้ว จริงสิ ผมเคยเล่าหรือยัง ทุกๆวันศุกร์ที่มีหนังออกใหม่ ตอนเกือบหกโมงจะมีผู้ชายคนนึง ผมสีน้ำตาลเข้ม หน้ากลมๆ อายุ 21 เขาชื่อแดน จริงๆผมไม่เคยคุยกับเขาเป็นการส่วนตัวหรอก แต่ตอนทำบัตรสมาชิกผมถึงได้รู้ เขามักจะมาดูหนังกับผู้หญิงคนนึง ซึ่งผมค่อนข้างมั่นใจว่าคือแฟนของเขา เขาดูรักกันดีเชียวละ ตลอดที่ทำงานมาผมคิดว่าแดนกับเธอคนนั้นคบกันมาได้เกือบสองปีแล้ว แต่บางอาทิตย์เขาก็มาคนเดียว เขาจะเดินมาที่เคาท์เตอร์ของผม ถามรายการหนังวันนี้ (ทั้งๆที่บอร์ดแสดงก็มีหรือเปล่า) จากนั้นเขาก็ซื้อตั๋วกับผมเลย
เช่นเดียวกับวันนี้

แดนเดินมาจากไกลๆ กับผู้หญิงในอ้อมแขน แฟนของเขาคนเดิม พวกเขาหัวเราะให้กันมาจากห่างไกล อิจฉานะ แต่อยู่โสดๆก็ไม่ผูกมัดติดกับใครดีเหมือนกัน
“จะดูเปเปอร์ทาวน์” ระหว่างที่ทั้งสองคนกำลังไล่ดูรายการหนังวันนี้ เธอคนนั้นก็พูดขึ้นมาเฉยๆ
“ไม่อยากดูเปเปอร์ทาวววน์ ก็อ่านแล้วไม่ใช่หรือไง” แฟนหนุ่มของเธองอแงพลางเอาศอกกระทุ้งแขนเธอให้เซไปอีกข้าง เธอผลักด้วยสองแขนจนแดนต้องกลับไปยืนทรงตัวใหม่
เพราะพวกเขาใช้บริการบอร์ดนั่นครั้งแรก (ครั้งแรกจริงๆ) ที่ทำให้ทั้งสองคนหันหลังให้ผม ผมจึงได้สังเกตเห็นรอยสักเล็กๆที่กลางหลังคอของทั้งสองฝ่าย เพราะพวกเขาใส่ชุดนักศึกษามาจึงง่ายต่อการส่อง (ไปทำงานไป๊) คอของเธอเป็นรูปหัวใจ แต่ของแดนเหมือนจะเป็นหัวใจกลับด้าน ดูไม่หวานเกินไปสำหรับผู้ชาย อืม

ว่าแต่พวกแกเลิกหวานกันได้หรือยัง ไปดูหนังไป

ทั้งสองคนเดินมาพร้อมบัตรสมาชิก บอกชื่อหนัง และรอบหนังที่ต้องการ ก่อนจะจากไปตามปกติที่เคยเป็น แต่รอบนี้มันไม่เหมือนกัน…

เมื่อได้ตั๋วหนังแล้ว แดนเอามือข้างหนึ่งโอบรอบคอแฟนสาวแล้วเดินไป แต่มือข้างที่ว่างอยู่นั่นก็ยกขึ้นมาโบกเบาๆ “สวัสดีตอนเย็นนะเลสเตอร์” ก่อนเขาจะเดินเข้าไปในตัวโรงหนัง

โอ้ยยยยยย โดนทักทายครั้งแรก

ทำไมมาทักเอาวันนี้ละ เรื่องชื่อที่รู้ก็ไม่สนใจหรอกผมมีป้ายชื่อตรงอก เราเจอกันก็บ่อย มาทักเอาป่านนี้หรอ หรือเพราะวันนี้หน้าผมดูดีกว่าปกติ ? บรึ้ย ไปล้างหน้าดีกว่า

ต่อมา ผมกลับมาจากห้องน้ำแล้วนะ ไปล้างหน้านิดหน่อย แล้วตอนนั้นเองที่ผมสังเกตเห็นโทรศัพท์มือถือของผมที่ควรจะซ่อนอยู่ใต้เคาท์เตอร์ลึกกว่านี้มันกลับยื่นออกมาจากที่ซ่อน ผมหยิบขึ้นมาเช็คว่าเกิดอะไรขึ้น ที่พบก็มีแค่ใครไม่รู้ใช้โทรศัพท์ของผมโทรออก เป็นเบอร์ที่ไม่คุ้นและผมไม่ได้เซฟไว้ เอองั้นก็ช่างมันเถอะเนอะ

เป็นเวลาชั่วโมงกว่าต่อมา โรงหนังที่สองฉายหนังจบพอดี ผู้คนเริ่มทยอยเดินออกมา โดยรวมก็เกือบยี่สิบคน ผมเกือบลืมไปเลยว่าแดนกับแฟนของเธออยู่ในรอบนั้น เพราะดูหนังโรแมนติคดราม่า ผู้ชมที่เป็นผู้หญิงแปดสิบเปอเซนต์ (จากสิบสองคน…) จึงออกมาพร้อมมือที่ปาดซ้ำอยู่บนหน้า ก็ร้องไห้นั่นแหละ ซึ่งแฟนแดนก็ร้องไห้ด้วยแหละ เขาพยายามยิ้มและทำให้แฟนของเขาหัวเราะ ดูยังไงก็น่ารัก อีกครึ่งชั่วโมงก็หมดเวลาทำงานแล้วสิ เก็บของก่อนแล้วกัน

ศุกร์ต่อมา
คราวนี้แดนมาคนเดียวล่ะ พอมาคนเดียวแล้วจะดูเหงาๆขึ้นมาทันทีเลย แต่หน้าเขาดูเฉยๆนะ เหมือนแค่แฟนเขาไม่ว่างมา ไหนๆก็สงสัยแล้ว รวบรวมความกล้า ถามไปเลย
“วันนี้แฟนคุณไม่มาหรอครับ?” ผมถามออกไปตอนที่แดนเดินมาดูรอบหนังใกล้ๆ
“อ่อ เธอติดธุระน่ะครับ พอดีหนังที่ผมอยากดูเข้าพอดี” เขายิ้มให้ผมแล้วเดินหนีหายไปข้างใน

ศุกร์ถัดมา
มากับแฟนแล้วแฮะ แต่ดูห่างไกลนะ
ครึ่งชั่วโมงต่อมาหลังจากหนังที่ทั้งสองคนดูอยู่เริ่มต้น ผมมั่นใจว่าแฟนสาวของแดนเดินหน้าบึ้งออกมาจากโรงหนัง เธอเดินก้มหน้างุดๆเดินออกไป มีแดนตามหลังอยู่ประมาณห้าเมตร เขาเรียกชื่อเธอ ชื่อโซเฟียนี่เอง สุดท้ายแดนก็เลิกตามเมื่อเธอตะโกนไล่หลังว่าอย่ามายุ่ง ผมที่เป็นคนในเหตุการณ์แบบไม่ตั้งใจเผลอหันไปสบตากับแดนที่หันมาพอดี เขาหอบ แล้ววางนิ้วชี้ไว้ที่ปากเป็นเชิงว่าอย่าไปเล่าให้ใครฟัง ก่อนจะเดินออกจากโรงหนังไป

ศุกร์ต่อมา
อ้าว แดนไม่มา แย่จัง ไม่มีอะไรทำแล้วสิ สตอล์คแต่แดน

ศุกร์ถัดมาอีก
วันนี้แดนก็ไม่มา แล้วโรงหนังวันนี้คนเงียบสุดๆเลยด้วย ตั้งแต่บ่ายมาถึงหกโมงเย็นมีลูกค้าไม่ถึงสามสิบคน เฉลี่ยปกติคือสี่สิบคนต่อวัน ตกโรงละประมาณสิบคนต้นๆ โรงหนังนี้มันใกล้ร้างแล้วจริงๆ จนกระทั่งหมดเวลาทำงานของผม สองทุ่ม ผมเก็บของ เปลี่ยนเป็นชุดไปรเวทธรรมดาระหว่างเดินกลับบ้านกับกระเป๋าเป้ชุดทำงานตัวเอง และวันนี้โซรใกล้ๆคอนโดของผมรอบๆก็เงียบกริบเหลือเกิน เกิดอะไรขึ้น ซอมบี้บุกแล้วหรือไง

แต่ก่อนผมจะเดินไปถึงตึกผม โทรศัพท์ของผมก็ดังซะก่อน
เป็นเบอร์ที่ไม่คุ้นนะ
“สวัสดีครับ?”
ปลายสายยังไม่ตอบ แต่เสียงโดยรอบนั้นดังเหมือนในผับ คนเมากดโทรผิดมาแน่เลย ยังไงก็รอซักแปป
“ฮัลโหล?”
[โอ้ะ ฟิลลลล เลสุต้าาาาใช่ไหม?] เขาเป็นผู้ชาย ที่เมาแอ้เลย แถมรู้จักชื่อผมด้วย (ถึงนามสกุลจะผิดก็เหอะ) นายเป็นใครวะครับ
“คะ ครับ ฟิลเอง”
[มาร้าบบ หน่อย ดิ๊] เขาตอบแบบติดๆขัดๆเหมือนเด็กๆ จะให้ไปรับคนแปลกหน้างั้นหรือ
“โอเค นายอยู่ไหน” ผมพยายามทำเหมือนเรารู้จักกัน
[อยู่ xxx] เขาบอกชื่อสถานที่ ผมได้ยินไม่ค่อยชัดแต่ค่อนข้างมั้นใจว่าคือที่ไหน มันอยู่ไม่ไกลนี่เอง ตรงข้ามกับที่ทำงานของผม… ให้ตายสิทำไมไม่โทรให้เร็วกว่านี้นะ
“ได้ นายออกมารอฉันข้างหน้านะ จะไปถึงอีกสิบนาที” ปลายสายตอบตกลงแบบเมาๆ ตามสำตล์ของมัน ผมรีบเดินกลับไปยังทางเดิม

สิบนาทีต่อมาเป้ะๆ ผมมาถึงแล้ว แต่อยู่ที่หน้าโรงหนังตัวเองที่ผิดไปแล้ว แอบส่องอยู่ พยายามดูว่าใครอยู่หน้าผับฝั่งตรงข้าม ที่ๆผมนัดเขาไว้ (ใครละ เออ ไม่รู้ถึงมายืนหัวโด่อยู่นี่ไง) มีคนยืนอยู่ข้างหน้าเยอะ ส่วนใหญ่มีแต่คนเป็นกลุ่มๆ ผมค่อนข้างมั่นใจว่าไม่ใช่คนในโทรศัพท์แน่ๆที่โทรมา ผมยืนรออยู่ซักพัก ก็มีผู้ชายคนนึงโผล่พรวดออกมาจากประตู ทำให้กลุ่มคนข้างนอกตกใจเล็กน้อย เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา และผมขอร้องงงเลยว่าคนที่ผมมารับจะไม่ใช่เขา ทันใดนั้นเอง

โทรศัพท์ของผมก็ดัง
ให้ตายสิเว้ยเฮ้ย

ผมกดรับสาย ปลายสายตะโกนบอกว่าถึงแล้ว ผมตอบตกลงแล้วบอกว่าจะไปหา เมื่อกดวางสายผมยังคงมองผู้ชายคนนั้นอยู่

ก็นั่นมันแดน… แดนคนเดียวที่ผมแอบสตอล์คอยู่ในที่ทำงาน ตอนนี้เขาเมาแอ๋

ผมรวบรวมความกล้า แล้วเดินออกไปรับเขา ทำเป็นตีสนิท จะได้ไม่ดูแปลกๆ ลากเขาออกมาห่างผู้คนก่อนแล้วค่อยว่ากัน
“แดน ปัดโธ่เอ้ยไปทำอะไรมาเนี่ย” ผมเดินเข้าไปหาแดน แล้วจับต้นอขนเขาทั้งสองข้าง สแกนดูรอบตัว เขาอยู่ในชุดนักศึกษา แต่สภาพค่อนข้างเละแล้ว ผมสีน้ำตาลของเขาไม่เป็นทรง ผมเลยจัดการเอามือปัดๆแสกไปซ้ายของเขาอย่างที่เขาชอบทำ ผมเพิ่งสังเกตเห็นว่าระหว่างที่กำลังจัดผมให้ เขาแอบมองผมเหมือนผมเป็นพ่อหรืออะไรของเขานี่แหละ พอเอามือออกมันก็ยิ้มหวานแบบเมาๆ แล้วสวมกอดผมเฉยเลย “ฟิ๊ลลล” ผมไม่ได้กอดตอบ กำลังตกใจ คนรอบข้างเริ่มมองแบบ อี๋ พวกเกย์ ไม่ใช่เกย์เว้ยยยย เลยต้องตอบไปว่า “น้องชายผมครับ” ซึ่งน่าแปลกใจที่คนส่วนใหญ่เชื่อแล้วหันกลับไปหากลุ่มตัวเอง
“เอางี้นะแดน นาย เอ่อ ปล่อยฉัน” ผมค่อยๆแงะแขนอีกฝ่ายและผลักหัวของเขาที่ไหล่ผมออก หลับยังวะเนี่ย ยังแฮะ เขากลับไปยืนทรงตัวแบบเดิม “เราไปหาที่เงียบๆ คุยกันแล้วนายอธิบายว่าเกิดอะไรขึ้น โอเคไหม?” ผมถามโดยการมองเข้าไปในตาของเขาเหมือนพ่อคุยกับลูก เขาพยักหน้าเหมือนเป็นเด็กไร้เดียงสาจริงๆ เออเฮ้ย เมาหรือเล่นตามวะ ผมเอาแขนของเขาพาดไล่ผมไว้ มืออีกข้างพยุงเขาที่เอว แล้วเดินกลับไปทางที่ผมเดินมา ทางบ้านผมนี่แหละ มันมีสวนสาธารณะเล็กๆอยู่ เวลาสองทุ่มมันไม่น่ามีคนหรอกมั้ง

ต่อมา ถึงสนามแล้ว ผมหาเก้าอี้ไม้ยาวมืดๆไปวางแดนไว้ ก่อนจะนั่งลงข้างๆ ผมรู้สึกว่าเขาเริ่มสร่างเมาแล้ว เขาเริ่มมีสติ ตาเขาไม่ได้ลอยแบบเดิม
“นาย… อยากจะเล่าอะไรไหม” ผมกล่าวขึ้นเมื่อเราไม่ได้คุยกันซักพัก เขาไม่ตอบ แต่มองขึ้นไปบนฟ้าที่มืดสนิด

“ขอโทษที่เรียกนายออกมานะ ตอนนั้นฉันโดนเพื่อนยุ แล้วก็เมาเลยเผลอทำไป” แดนก้มลงมาเกาหัวตัวเองด้วยความสับสน ผมมองเขาด้วยความเป็นห่วง “ไม่เป็นไร ฉันก็ไม่ได้ติดธุระอะไรอยู่แล้ว”
ผมคิดจะถามว่าเขาไปเอาเบอร์ผมมาได้ยังไง แต่รู้สึกว่ายังไม่ถึงเวลาอะนะ

“ก็ คือ… ฉันคบกับโซเฟียมาได้เกือบสามปีแล้ว เรารักกัน เรานอนห้องเดียวกัน แต่ไม่กี่วันมานี่…” เขาเบรค ทำให้หัวใจผมหยุดไปซักพัก เขาคงจะรักแฟนเขามาก “ตั้งแต่ฉันดูหนังที่นี่ ฉันมักจะเจอนาย จะมากี่ทีก็เจอนาย ฉันจำชื่อนายได้จากป้ายชื่อ ฉันก็เห็นว่า นายหน้าตาดี” หลังจากคำนี้ผมแอบเห็นอีกฝ่ายหันหน้าหนี ทั้งๆที่มันมืดขนาดนี้ “แต่ก็ยังไม่ได้คิดอะไร จนผ่านมาซักพัก ฉันพยายามคุยกับนาย นั่นเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ฉันมาถามรอบหนังกับนาย แต่จะทำยังไงก็ไม่กล้าคุยให้มันธรรมชาติเหมือนคนปกติเขาคุยกันเลย มักจะอยู่ในขอบเขตพนักงานกับลูกค้าอยู่ทุกที” ผมอึ้งไปซักพัก ที่จริงแล้ว ความรู้สึกชองเราทั้งสองคนมันไม่ได้ต่างกันมากนักเลย “หลายวันต่อมา ฉันก็คิดว่าฉันอาจจะชอบนายแบบจริงจังก็ได้” ตอนนั้นแดนหันหน้าอมยิ้มหวานให้ ก่อนจะหันกลับไป กำลังหัวเราะ ทำให้ผมยิ้มขึ้นมา “คืนวันพฤหัสเมื่อสองอาทิตย์ที่ผ่านมา…” เขาหยุดแล้วเอามือลูบหน้า “ให้ตายสิฉันบอกนายแล้วนายจะคิดยังไงกับฉันเนี่ย” แดนหันกลับมาหัวเราะยิ้มๆ ปกปิดความเขิน ทำให้ผมยิ้มตอบเขากว้างกว่าเดิม มันน่ารักนะ และนี่ก็เป็นครั้งแรกที่เราคุยกันนอกสถานที่ ออกจะเป็นเรื่องที่คนแปลกหน้าเขาไม่คุยกันด้วย “ฉัน… ช่วยตัวเอง แล้วนึกถึง…” แดนเริ่มเล่าแต่ก็หยุดอีกครั้ง เขาค่อยๆหันมามองผม ผมทำหน้างงแล้วตัวเอง เขาพยักหน้าช้าๆ พลางยื่นปากล่างออกมาแบบเด็กๆ

เดี๋ยว
เขาช่วยตัวเองแล้วนึกถึงผมหรอ?

แดนกระแอมหนีความเขินเบาๆ แล้วเล่าต่อ “ฉันไม่รู้ว่าตอนนั้นโซเฟียอยู่ข้างหลัง เลยเผลอเรียกชื่อนายออกมา เธอถึงเรียกชื่อฉันให้หันไป แล้วเราก็ทะเลาะกัน เธอเอาเรื่องที่ว่าฉันไปดูหนังเพราะอยากเจอนายมาเป็นเหตุผลหลักที่ผมทำแบบนี้ แน่นอนว่าผมอารมณ์เสีย แต่ก็ยังรักเธอ วันต่อมาเธอถึงเดินหนีออกจากโรงไปแบบนั้น” เขาลดเสียงลง ผมเริ่มเห็นว่าเขากำลังจะร้องไห้
“แดน แดนน ไม่เอานะ อย่าร้องไห้” ผมจับคางของเขาให้หันมาแล้วค่อยๆปาดน้ำตาเขาออก แดนไม่ได้มองหน้าผม เขาเริ่มร้องหนักขึ้นเมื่อเห็นผมกำลังปลอบ ก่อนเขาจะวาดแขนทั้งสองข้างมากอดผมแล้วซบลงกับหน้าอก ร้องไห้

“ฉันจะทำยังไงดีฟิล ฉันยังรักเธออยู่ ตอนนี้เธอไปแล้ว เธอไม่รักฉันอีกแล้ว” แดนสะอื้นเสียงดัง ผมที่อยากจะหยิบหน้าเขาขึ้นมาจูบแต่ก็ทำได้แค่กอดตอบแล้วตบหลังเบาๆเป็นการปลอบใจ

“ถ้านายรักเธอ นายก็อยากให้เธอมีความสุขใช่ไหม” ผมหยิบมือข้างนึงมาม้วนผมคนในอกเล่นๆ
แดนพยักหน้า

“งั้นถ้าเธอมีความสุขที่จะอยู่ห่างจากนาย นายก็ควรปล่อยเธอไปนะ นายรั้งเธอไว้ เธอจะไม่มีความสุข นั่นมันตรงข้ามกับความต้องการของนายหรือเปล่า?” ผมตอบเบาๆ แดนปล่อยโฮออกมาหนักพร้อมกอดผมแน่นขึ้น เล่นเอาต้องปล่อยมือจากผมของแดนมากอดตอบเลย

“ก็ถูกของนาย… ฉันควรปล่อยเธอไปสินะ” คนในอกตอบเบาๆ ผมไม่ได้ตอบ ไม่ได้แม้แต่แอบพยักหน้า แดนเริ่มหยุดร้องไห้ เขาเอาแขนข้างนึงของตัวเองไปปาดน้ำตาตัวเองทิ้ง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาทั้งๆที่ยังไม่ปล่อยจากกอด ผมก้มลงไปมองหน้าเขา
“แล้วนายชอบฉันหรือเปล่า?” แดนถามอย่างง่ายๆ ตรงๆ นี่ก็คงจะถึงเวลาแล้วสินะ ผมสูดหายใจช้าๆก่อนจะตอบไป
“ฉันชอบนายแดน ฉันแอบมองนายทุกทีที่นายมา คอยดูว่านายทำอะไรยังไง นายจะมาดูหนังช่วงเกือบห้าโมงของวันศุกร์ จะมาในชุดนักศึกษา มาดูหนังใหม่ที่เข้าทุกที ตอนนายมาถึงนายจะมองไปรอบๆ เหมือนสงสัย เหมือนเป็นเด็กใหม่ สุดท้ายนายก็จะเดินมาถามรอบหนังกัลฉันทั้งๆที่ตรงบอร์ดก็มีบอก เมื่อหนังจบตอนนายเดิมออกมา ถ้ามาคนเดียวก็จะก้มมองนาฬิกาแล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเดินออกจากโรงหนังไป เชื่อฉันนะแดน ฉันแม่งโคตรชอบนายเล–” ก่อนที่ผมจะจบด้วยตัว ย ตัวสุดท้ายเสร็จ แดนก็ใช้มือข้างหนึ่งกดหัวของผมลงมาให้ริมฝีปากเราสัมผัส จากความอึ้งและความรู้สึกถึงครั้งแรก เริ่มเปลี่ยนไปเหมือนจูบครั้งที่ร้อย แดนขยับตัวเขามาให้ขึ้นให้เราจูบกันได้สะดวก แขนทั้งสองข้างของเขากอดรัดผมไว้ไม่ให้หนี มือเดิมยังคงกดหัวของผมไว้ ผมเผยอปากเล็กน้อยให้เข้าไปข้างในเข้าได้สะดวก ซึ่งแดนก็ไม่ได้ปฎิเสธอะไร แขนของผมสำรวจไปทั่วร่างกายของอีกฝ่าย เริ่มเข้าไปในสาบเสื้อ แผ่นหลังเรียบเนียน ผมแอบรู้สึกถึงอะไรลื่นๆข้างในขนาดใหญ่ ค่อนข้างมั่นใจว่าคือรอยสักขนาดใหญ่ แต่นั่นไม่ใช่ประเด็น ประเด็นตอนนี้คือแดนเริ่มขยับตัวขึ้นมานั่งตักของผม เขาจึงอยู่สูงกว่าผม ผมต้องคอยเงยหน้าไม่ให้เราแยกออกจากกัน แดนเปลี่ยนมาประคองแก้มทั้งสองข้างของผมไว้ พลางผละออกช้าๆเพราะหายใจไม่ออกทั้งคู่
“ไม่อยากเชื่อว่านายจูบเก่งกว่าโซเฟียอีก” เขาพูดเบาๆแล้วหอบเอาอากาศเข้าไป อาการไม่ต่างจากผมเท่าไร
“อย่าพูดถึงแฟนเก่าตอนเรากำลังจะได้กันได้ไหม?” ผมกวน พลางกระแทกจูบเข้าไปอีกที แต่ซักพักแดนก็ผลักออกใหม่ “เฮ้ย เอาจริงๆ นายเก่งกว่าโซเฟียจริงๆ”
“ไม่ต้องมาชม โฮเวล เงียบก่อนฉันจะจัดการนายตรงนี้” ผมค่อยๆกัดลงไปที่ซอกคอ เขาครางขึ้นมาเบาๆ “เฮ้ย ถ้าจะเล่นแบบนี้ ไม่หาห้องไปเลยละ” แดนพยายามตอบแต่ก็ถูกเสึยงครางตัวเองกลบเกลื่อน ท่าทางจะชอบให้เล่นคอ
“ห้องฉันอยู่ห่างไปสามนาที” ผมพูดพลางสำรวจไปตามซอกคอขาวอีกฝ่าย
“แล้วจะรออะไรล่ะเฮ้ย ไปสิไป” แดนผลักออกสุดแรงแล้วเด้งตัวเดินออกจากสวนสาธารณะไป เฮ้อ ให้ตายสิ คิดจะลุกก็ลุกแบบนี้ได้ยังไงนะ ผมหัวเราะแล้วเดินตามไป
“รอด้วย!”

“เดี๋ยวสิ แล้วนายไปเอาเบอร์ฉันมาได้ไง”
“ตอนนายไปห้องน้ำ ฉันแอบเอาโทรศัพท์นายโทรเข้าเครื่องฉัน แล้วก็เซฟเบอร์มา เซฟเล่นๆ”
“อ่อ ไอ้วันนั้นน่ะเอง แย่จริง น่าจะใส่รหัส”
“ถ้านายใส่รหัส เราจะมีกันอยู่ตรงนี้ไหมนะ?”
“เงียบไปเลยนะ”


เกลียดเวิร์ดเพลสในนี้มากพูดเลย จะกลับไปแก้ตัวอักษรก็ยาก ไม่แก้เลยละกันนะ จะบ้าตาย คือพิมพ์แล้วดีเลย์ไปประมาณสองวิ มันน่ารำคาญไหมละะะะ พอก่อน พิมพ์แค่นี้ก็จะบ้าตาย ฮืออ

เราวางพล็อทนี้ได้ตั้งหลายเดือนละ เพิ่งมาขุดโน้ตที่จดไว้เลยมาแต่งๆซะเลย ไม่รู้จะถูกใจไหม มันดูสั้นๆด้วยตอนเอามาใส่เวิร์ดเพลส เหอะนะ พอแล้ว เหนื่อย 555555 บายๆๆ

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s